พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่เรามีในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้


พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่เรามีในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้

เขียนโดย Padunkiaet Vejvechaneyom

1. ต้นฉบับที่เขียนโดยอัครทูตและผู้ที่ติดตามใกล้ชิดไม่หลงเหลือแล้วในปัจจุบัน เหลือแต่ฉบับคัดลอก และฉบับที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่นๆ รวมถึงข้อเขียนของบรรดาเหล่าผู้รู้ในยุคแรกที่อ้างถึงพระวจนะตอนต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นหลักฐานที่ดีและเป็นสิ่งที่ใช้ตรวจสอบ สืบค้นไปถึงต้นตอของต้นฉบับได้
1.1 ฉบับคัดลอกภาษากรีก ซึ่งมีมากกว่า 5,400 ชิ้น (ได้แก่ papyri, Uncial, Minuscule, Lectionaries และ อื่นๆ) และมีมากขึ้นเรื่อยๆตามการค้นพบ
1.2 ฉบับคัดลอกที่แปลเป็นภาษาอื่นๆอีก เช่น ลาติน, เอธิโอเปีย, สลาวิค, อาร์มีเนียน, Syriac Peshitta, Bohairic รวมๆหมดมีไม่น้อยกว่า 20,000 ต้นฉบับคัดลอก
1.3 ข้อเขียนของบรรดาผู้นำคริสตจักรในยุคแรกๆ (Church Fathers) อีกมากมาย เช่น Ignatius (ปี 70-110) ซึ่งเขียนจดหมายฝาก 7 ฉบับไปยังคริสตจักรต่างๆ มีการยกมาจากพระธรรม 18 พระธรรมของพันธสัญญาใหม่ ผู้รู้กล่าวว่าแม้พันธสัญญาใหม่จะถูกทำลายหมด แต่ถ้าเราใช้หลักฐานข้อเขียนของเหล่าบรรดา Church Fathers เหล่านี้ประกอบกัน ก็จะได้พันธสัญญาใหม่ครบถ้วน

2. การบอกถึงความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เขียน ผู้รู้เรื่องประวัติศาสตร์จะมองไปที่ 2 อย่าง คือ
2.1 ระยะเวลาที่ห่างระหว่างต้นฉบับจริงกับฉบับคัดลอก ว่าห่างกันแค่ไหน สำหรับพันธสัญญาใหม่ คือ 50-400 ปีซึ่งน้อยกว่าหนังสือประวัติศาสตร์อื่นๆ กล่าวคือ ยิ่งระยะเวลาห่างน้อย ยิ่งน่าเชื่อถือกว่า และ
2.2 จำนวนฉบับหรือสิ้นส่วนที่คัดลอกไว้ที่หลงเหลือ ยิ่งมากยิ่งยืนยันได้ดี ในปัจจุบันพบว่าที่เกี่ยวกับพันธสัญญาใหม่นี้มีมากมายถึงกว่า 25,000 ต้นฉบับคัดลอก ซึ่งเพียงแค่ 2 อย่างนี้ พันธสัญญาใหม่ก็กินขาดแล้วเมื่อเทียบกับทุกข้อเขียนในทางประวัติศาสตร์ของมนุษย์ คือ มีเวลาที่ห่างน้อยกว่า และ จำนวนชิ้นส่วนคัดลอกที่หลงเหลือก็มีมากมายกว่าข้อเขียนทางประวัติศาสตร์อย่างอื่นหลายร้อยเท่า

3. ส่วนเรื่องการคัดลอกที่มีคำแตกต่างกันในแต่ละฉบับคัดลอก (Variant readings) เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 แบบใหญ่ๆ
3.1 แบบไม่ได้ตั้งใจ (Unintentional variations) คือ ตามองผิด ได้ยินไม่ชัด เข้าใจผิด จำผิด เขียนผิด ตัดสินใจพลาดผิด จึงเขียนลอกลงไปอย่างนั้น
3.2 แบบตั้งใจ (Intentional variations) คือ คนคัดลอกตั้งใจทำให้มันชัดเจนขึ้น ขัดเกลาไวยากรณ์ อันไหนคลุมเครือเข้าใจยากก็เปลี่ยนใหม่ ตามความเห็นตัวเอง บางทีตั้งใจสอดใส่ความเข้าใจที่ผิดๆลงไปก็มี พอเวลาผ่านไปหลายร้อยปี จำนวนคัดลอกก็มีมากมาย ความแตกต่างเลยมากนับเป็นหมื่นๆแห่ง
คนที่โจมตีคริสเตียนก็มักจะใช้จุดนี้ (Variant readings) มาบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ใหม่ของคริสเตียน แต่ถ้าศึกษาพระคัมภีร์ใหม่อย่างจริงจังแล้ว จะเห็นว่าไม่ใช่ประเด็นของความไม่น่าเชื่อถือแต่อย่างใด

4. แม้เราจะไม่มีต้นฉบับจริงหลงเหลือ แต่จากบรรดาฉบับคัดลอกและฉบับแปลโบราณที่เป็นภาษาอื่นๆและบรรดาข้อเขียนของเหล่า Church Fathers หรือผู้รู้คริสเตียนยุคแรกๆที่มีมากมายรวมกันทั้งหมดมากกว่า 25,000 แหล่ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้รู้คริสเตียนในปัจจุบันจะ "สกัด" และทำให้พระคัมภีร์ใหม่ "กลับคืนสู่สภาพเดิม" หรือ "ใกล้เคียงต้นฉบับเดิมมากที่สุด" ได้ และ ก็ได้ทำกันไปแล้ว

5. ดังนั้น ที่เราเห็นเป็นฉบับแปลตางๆที่เราใช้ในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่มีความน่าเชื่อถือแม้จะมี variants (ข้อแตกต่างแยกย่อย) มากมายในการแปลและเชิงอรรถ แต่เมื่อ่านพระคัมภีร์ภากคพันธสัญญาใหม่แล้ว ก็จะได้ความเข้าใจ ความหมายที่ถูกต้อง และการนำไปใช้ รวมถึงหลักศาสนศาสตร์ที่เหมือนๆกัน (ตีความแบบมาตรฐาน) เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของผู้ที่เขียนพระคัมภีร์ที่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้า

6. ขอเราสบายใจกันได้ในเรื่องนี้ อยู่ที่อ่านหรือไม่อ่านเท่านั้นครับ
ส่วนเรื่องเกี่ยวกับพันธสัญญาเดิม จะมาเล่าให้ฟังทีหลัง ถูกต้องและเชื่อถือได้เช่นกัน

"ยอห์น 19:14 และ มาระโก 15:25 ขัดกันหรือไม่อย่างไร" ?


"ยอห์น 19:14 และ มาระโก 15:25 ขัดกันหรือไม่อย่างไร" ?

เขียนโดย Padunkiaet Vejvechaneyom

พระวจนะ 2 ตอนต่อไปนี้:
“ขณะที่พวกเขาตรึงพระองค์นั้นเป็นเวลาสามโมงเช้า (hōra tritē) (the third hour) (9 a.m. =9 โมงเช้า)” (มาระโก 15:25).......
“วันนั้นเป็นวันเตรียมปัสกา (paraskeuē tou pascha) เวลาประมาณเที่ยง (hōs hektē) (the sixth hour) ท่านพูดกับพวกยิวว่า “นี่คือกษัตริย์ของพวกท่าน”” (ยอห์น 19:14).......
คำอธิบาย:
มีการเสนอทางออกของสิ่งที่ดูจะขัดกัน พระเยซูทรงถูกตรึงเวลาประมาณไหนกันแน่ คำอธิบายมีมากหลายข้อเสนอ แต่ผมจะขอนำคำอธิบายของ Andreas J. Kostenberger (เขียนอธิบายพระธรรมยอห์น) และ R.H. Stein (เขียนอธิบายพระธรรมมาระโก) มาสรุปอ้าง โดยนำมาจากหนังสือ commentary ของท่านทั้ง 2 จาก series "Baker Exegetical Commentary of New Testament" ท่านทั้งสองเป็นผู้รู้พระธรรมกิจคุณที่มีชื่อเสียง เชื่อถือได้ และ ตีความแบบที่ผู้รู้ในแวดวงนี้ยอมรับ (ข้อ 1 ถึง 3 ข้างล่างต่อไปนี้)

1. การบอกเวลาในยุคนั้นใช้วิธีบอกแบบประมาณการ ไม่ได้บอกแบบเราทุกวันนี้แบบเปะๆ โดย R.H. Stein ได้ศึกษาการบอกเวลาที่บันทึกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่พบสิ่งที่น่าสนใจดังนี้ว่า มีการกล่าวถึงการบอกเวลา 23 ครั้ง โดย 4 ครั้งพูดถึง The “third” hour (ชั่วโมงที่ 3), 7 ครั้งพูดถึง the “sixth” hour (ชั่วโมงที่ 6), และ 9 ครั้งพูดถึง the “ninth” hour (ชั่วโมงที่ 9), และมีอีก 3 ครั้งที่พูดถึงเวลาที่แตกต่างจากนี้ กล่าวคือ พูดถึง the “eleventh” hour (ชั่วโมงที่ 11), the “tenth” (ชั่วโมงที่ 10) และ the seventh (ชั่วโมงที่ 7)

2. เนื่องจากไม่เคยมีการกล่าวเจาะจงลงไประหว่าง The “third” hour (ชั่วโมงที่ 3) กับ the “sixth” hour (ชั่วโมงที่ 6) เลย เป็นไปได้ไหมว่า ช่วงเวลานี้เป็นการกล่าวที่สามารถใช้อันใดอันหนึ่งแทนเหตุการณ์ช่วงนั้นได้ คือ แล้วแต่ใครจะใช้ ก็ตามแต่เห็นควร แต่เป็นอะไรที่ตกในช่วง 3 ชั่วโมงนี้โดยประมาณ
อาจเป็นเพราะ ท่านมาระโกและท่านยอห์นต้องการเน้นคนละจุดประสงค์ โดยท่านยอห์นเน้นให้เห็นภาพของ "ช่วงเวลาที่ใช้ไปในระหว่างการตัดสินความ" ซึ่งเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่จึงเลือกกล่าว “ชั่วโมงที่หก” เพราะพวกที่จับพระเยซูนำพระองค์มาให้ปิลาตตัดสินตั้งแต่เช้าตรู่ (early morning) (ยอห์น 18:28) ปิลาตออกมาทำงานแต่เช้าตรู่ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรของช่วงนั้นเดือนเมษายน
ส่วนท่านมาระโกต้องการเน้นว่า "มีอีก 3 ชั่วโมงที่ฟ้ามืดหลังเที่ยงถึงบ่ายสาม" จึงเลือกใช้ “ชั่วโมงที่สาม” [“เมื่อถึงเวลาเที่ยงก็เกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินจนถึงบ่ายสามโมง” (มาระโก 15:33)]

3. เหตุการณ์ที่กำลังกล่าวถึงนั้นเป็นวันศุกร์ พระเยซูคริสต์ทรงเสวยปัสกาไปแล้วคืนผ่านมากับเหล่าสาวก วันศุกร์เป็นวันก่อนวันสะบาโต (วันเสาร์) ดังนั้นวลี “วันนั้นเป็นวันเตรียมปัสกา” (paraskeuē tou pascha) จึงไม่ได้หมายถึงวันก่อนจะกินปัสกา (เพราะพระเยซูกับสาวกของพระองค์กินปัสกาเย็นวันพฤหัสต่อวันศุกร์ไปแล้ว) แต่หมายถึง “of Passover week” (ของสัปดาห์ปัสกา) ซึ่งฉบับแปลอมตธรรมซึ่งแปลจาก NIV แปลตรงนี้ได้ถูกต้องกว่า โดยแปลดังนี้ว่า “วันนั้นเป็นวันเตรียมของสัปดาห์ปัสกา” ซึ่งเป็นการกล่าวถึง “โดยรวมของทั้งสัปดาห์ปัสกา” (รวมวันปัสกาและเทศการขนมปังไร้เชื้อที่เกี่ยวข้องกันด้วย) วันเตรียมของสัปดาห์ปัสกาจึงเป็นการอ้างถึงวันเตรียมสำหรับวันสะบาโตที่จะมาในวันเสาร์พรุ่งนี้

4. ยังมีความเห็นอื่นๆ เช่น จากหนังสือ Alleged Discrepancies of the Bible โดย John W. Haley พิมพ์เมื่อปี 1874 (141 ปีก่อน) ซึ่งค่อนข้างเก่า ก็มีผู้เสนอว่าสำเนาคัดลอกของพระธรรมยอห์นนั้นลอกมาผิด จากเลข 3 มาเป็นเลข 6 ที่อาจดูคล้ายๆกัน แต่เหตุผลนี้ตกไป ไม่มีหลักฐาน ไม่มีผู้รู้ปัจจุบันเชื่อถือ]
มีอีกความเห็นหนึ่งที่ตีความว่าตรงนี้ควรแปลแบบจับใจความว่า "Now preparations for the Passover (sacrifice) started at noon = เดี๋ยวนี้การเตรียมการสำหรับปัสกาจะเริ่มเวลาเที่ยง" เป็นการกล่าวอ้างถึงการเตรียมแกะที่จะถวายในพิธีปัสกา ที่จะเริ่มตอนเที่ยง เป็นการตีความวันเวลาที่แตกต่างออกไป

5. ดังนั้นก็คงสรุปว่า พระคริสต์ถูกตรึงตั้งแต่ช่วงหลัง 9 โมงเช้าถึงบ่ายสามโมงโดยประมาณ ท้องฟ้ามืดไปช่วงเที่ยงถึงบ่ายสาม พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ในราวบ่ายสามโมงของวันศุกร์ที่ 3 เมษายน ปี AD 33

Didache คืออะไร ? ฝากไว้ประดับความรู้ !!!


Didache คืออะไร ? ฝากไว้ประดับความรู้ !!!

เขียนโดย Padunkiaet Vejvechaneyom

ผมเคยอ่านหนังสืออธิบายพระคัมภีร์โดยเฉพาะภาคพันธสัญญาใหม่ มักเจอผู้รู้อ้างข้อเขียนที่ยกมาจาก Didache (อ่านว่า "ดิดอาเค") เป็นประจำ แต่ไม่เคยค้น ไม่เคยสนใจ ไม่รู้ว่าคืออะไรด้วย ตอนหลังลองตรวจสอบดู ก็เลยอยากมาเล่าให้ฟัง เผื่อใครอ่านเจอจะได้ไม่สงสัยว่าผู้รู้เขาพูดหรืออ้างถึงอะไร
Didache คือ หนังสือที่เขียนโดยบรรดาเหล่าอัครทูตหรือบรรดาลูกศิษย์ของเหล่าอัครทูต เขียนถึงคริสตจักรต่างๆในสมัยแรกนั้น เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีพระคัมภีร์ใหม่รวมเล่มและพระธรรมหลายตอน (เช่น จดหมายฝากของท่านเปาโล เปโตร) ก็อาจจะยังไม่ได้เขียนขึ้นหรือยังไม่แพร่หลาย (แล้วแต่ว่าเข้าใจว่า Didache เขียนขึ้นปีไหน)

หนังสือ Didache นี้บรรดาผู้นำคริสตจักรยุคแรกอ้างถึงกันมากในข้อเขียนของพวกท่าน บางท่านก็ถือว่าเป็นพระวจนะจากการดลใจถือเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์เลยทีเดียว (แต่สุดท้ายก็ไม่ถูกรวมเข้าในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่) บรรดาผู้รู้ในปัจจุบันก็ยังอ้างหนังสือนี้ในข้อเขียนของท่าน ใครอ่านหนังสืออธิบายพระคัมภีร์ (commentaries) ภาษาอังกฤษจะพบมีการอ้างถึงมากมาย

หนังสือนี้สูญหายไปนานกว่า 1000 กว่าปีจนคนรุ่นใหม่ๆถัดมาหลายคนสงสัย และเพิ่งมาค้นพบเจอเมื่อปี 1883 โดย Philotheos Bryennios จาก Jerusalem Codex ซึ่งเป็นฉบับคัดลอกที่เขียนขึ้นเมื่อปี 1053
เชื่อกันว่า Didache นี้เขียนขึ้นประมาณปี 49-79 คือ เป็นยุคที่เขียนพระธรรมกิจการและพระธรรมมัทธิว มาระโก เลยทีเดียว แต่ก็มีผู้รู้บางท่านก็ว่าอาจเขียนขึ้นหลังจากนั้น เช่น อาจประมาณปี 100-120
ผมได้อะไรจากการอ่าน Didache เยอะเลยครับ อาจตอบคำภามที่หลายท่านสงสัย ตัวอย่างเช่น

1. การรับบัพติสมาเข้าในพระนามของพระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้ทำในแหล่งน้ำที่ไหลตามธรรมชาติ เช่น ทะเล แม่น้ำ ลำธาร (natural flowing water) แต่ถ้าไม่มีหาไม่ได้ ก็ให้ใช้แหล่งน้ำอื่นๆ เช่น จากสระ จากบ่อน้ำพุ ถ้าไม่มีนำเย็น ก็ใช้น้ำอุ่น และ ถ้าไม่มีแหล่งน้ำให้จุ่มได้มิดตัว ก็ให้ใช้วิธีเทน้ำราดบนศีรษะ 3 ครั้ง ในพระนามของพระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ (7:1-3)

2. เกี่ยวกับพืธีศีลมหาสนิท ห้ามคนที่ยังไม่ได้ประกาศความเชื่อโดยการรับบัพติสมารับประทานหรือดื่มในพิธี (9:9) (สมัยแรก นั้นพอรับเชื่อก็จะให้บัพติสมาในน้ำกันเลย ไม่มีการเว้นช่วงเพื่อศึกษาพระวจนะหรือเตรียมพร้อมแบบที่เราทำกันทุกวันนี้)

3. การมาร่วมกันประชุมนมัสการพระเจ้า มีการรับประทานอาหาร การขอบพระคุณ ก่อนอื่นใดให้สารภาพบาปของเราก่อนเพื่อการอุทิศถวายจะได้บริสุทธิ์ แต่อย่าให้ผู้ใดก็ตามที่ยังโต้แย้งทุ่มเถียงกับพี่น้องมาด้วยจนกว่าเขาจะคืนดีกันเพื่อการอุทิศถวายจะได้ไม่มีมลทิน (14:1-3)

4. ยังมีอีกเยอะครับ ลองอ่านดู เช่น ข้อที่ 8:1 ในนั้นอธิบายว่าสาวกรุ่นแรกนั้นใช้ "วันพุธ" และ "วันศุกร์" ในการอธิษฐานอดอาหาร (วันพุธคือวันที่พระเยซูโดนทรยศ วันศุกร์คือวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึง) ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ดีว่าคริสเตียนได้เปลี่ยนและถือวันอย่างไรแตกต่างจากเดิม (เป็นหลักฐานข้อพิสูจน์จากข้อเขียนยุคแรก)

5. อีกเรื่องที่สำคัญ ให้สังเกตุตอนนี้
“1 NOW l on the Lord’s Lord’s-day, 2 when ye are assembled together break bread, and 3 give thanks, 4 after confessing your transgressions, 5 in order that your sacrifice may be pure = และเดี๋ยวนี้ในวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นวันที่พวกท่านมาชุมนุมกันหักขนมปังและขอบพระคุณพระเจ้า หลังจากที่ท่านสารภาพการล่วงละเมิดของท่าน เพื่อที่การอุทิศถวายตัวของพวกท่านจะบริสุทธิ์” (14:1-5)
ข้อนี้จึงอาจจะเป็นหลักฐานในยุคแรกว่าเหล่าอัครทูตได้ย้ายวันนมัสการจากวันสะบาโต (วันเสาร์) มาเป็นวันอาทิตย์ (Lord's day)

6. เป็นหนังสือที่กระชับ อ่านง่าย เข้มข้น สอดคล้องกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่เราอ่านกัน ช่วยเราเข้าใจพระคัมภีร์ใหม่และแนวทางปฏิบัติในยุคนั้นได้ดีขึ้น ฝากไว้อ่านด้วยครับ
ใน internet มีให้ download ฟรีๆหลาย version ลองค้นดู ภาษาไทยก็มีแปลโดยกลุ่ม Catholic ใครมีลองหามาลงได้  http://www.tracts.ukgo.com/didache.pdf


ลำดับวันเวลา


"ลำดับวันเวลา"

เขียนโดย Padunkiaet Vejvechaneyom

1. พระเยซูคริสต์ถูกตรึงและตายบนกางเขนตรงกับวันที่เท่าไหร่ ปีไหน เป็นเรื่องที่ยังสรุปไม่ได้แน่ชัด ที่ผู้รู้เห็นพ้องกันมากที่สุดคือ วันศุกร์ เดือนเมษายน (Nissan 14) ปี AD 30

2. แต่จากหลักฐานต่างๆในช่วงหลังและการพิจารณารายละเอียดจากพระคัมภีร์ เชื่อว่าน่าจะเป็น วันศุกร์ เดือนเมษายน (Nissan 14) ปี AD 33 มากกว่า

3. เพื่อความง่าย ลำดับวันเดือนปีในแบบสมัยใหม่ของเรา คร่าวๆน่าจะเป็นแบบนี้
...วันอาทิตย์ 29 มีนาคม AD 33…..พระเยซูเสด็จเข้าเยรูซาเลม ทรงทำนายการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทรงเยี่ยมเยียนพระวิหาร
...วันจันทร์ 30 มีนาคม AD 33……ทรงตรัสสาปให้ต้นมะเดื่อแห้งไป เสด็จเข้าพระวิหารและชำระพระวิหาร คว่ำโต๊ะคนรับแลกเงิน
...วันอังคาร 31 มีนาคม AD 33……ทรงสอนในพระวิหาร โต้ตอบกับหัวหน้าปุโรหิต ทรงทำนายอนาคต หมายสำคัญการสิ้นยุค
...วันพุธ 1 เมษายน AD 33……พระเยซูทรงดำเนินการสั่งสอนในบริเวณพระวิหาร พวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์กำลังหาช่องทางว่าจะฆ่าพระเยซูอย่างไร
...วันพฤหัสบดี 2 เมษายน AD 33……ทรงสั่งให้สาวกไปจัดเตรียมห้องชั้นบนเพื่อรับประทานปัสกา ในตอนเย็นพลบค่ำ ทรงรับประทานปัสกากับสาวก 12 คน ทรงบอกว่ายูดาสจะทรยศ ทรงตั้งพิธีมหาสนิท (Lord’s Supper) ระหว่างมื้ออาหารทรงล้างเท้าเหล่าสาวก เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว ก็พากันไปที่ภูเขามะกอกเทศ ทรงทำนายการปฏิเสธพระองค์ของเปโตร พากันไปยังสวนเกทเสมนี พระเยซูทรงอธิษฐานเป็นทุกข์ใจอย่างยิ่ง (ยิวนับเวลาค่ำ นับใหม่เป็นอีกวัน เหตุการณ์ในช่วงพลบค่ำไปแล้วที่จริงก็จะเป็นของวันถัดไป คือ วันศุกร์ ในที่นี้จัดลำดับให้เพื่อความสะดวกตามการนับวันในแบบปัจจุบัน)
...วันศุกร์ 3 เมษายน AD 33……
หลังเที่ยงคืนพระเยซูถูกยูดาสทรยศนำคนมาจับพระองค์
ระหว่างตีหนึ่งถึงรุ่งเช้า พระองค์ถูกดำเนินคดี ไม่ได้พักผ่อนตลอดคืน
ตีสาม พวกคนที่จับพาพระองค์ไปบ้านของคายาฟาสมหาปุโรหิตและต่อหน้าสมาชิกสภายิว ถูกกล่าวหาและถ่มน้ำลายรดหน้าและถูกทุบตี ถูกตบ เปโตรปฏิเสธพระองค์
พอใกล้เช้าถึงเช้า พระเยซูถูกนำไปหาปีลาต เจ้าเมือง พระองค์ถูกไต่สวนหาความผิดไม่ได้ ปิลาตจึงส่งพระองค์ไปหาเฮโรด แล้วเฮโรดก็ส่งพระองค์กลับไปหาปิลาตอีก ปิลาตไม่เห็นพระองค์มีความผิดแต่สุดท้ายก็ยอมให้กับฝูงชน ยูดาสรู้สึกผิด ไปฆ่าตัวตาย พระเยซูถูกนำไปเฆี่ยน
ประมาณ 9 โมงเช้า พระเยซูถูกนำไปตรึงกางเขน ระหว่างโจร 2 คน ม่านในพระวิหารขาดกลาง
จากเที่ยง (12:00) ถึงบ่ายสาม (15:00) ฟ้ามืดไปทั่วแผ่นดิน ถึงขาดจุดไฟจุดตะเกียงกัน มีหลักฐานบันทึกนอกพระคัมภีร์ด้วยว่ามีดวงจันทร์กลายเป็นสีเลือด (lunar eclipse)
บ่ายสามโมง (15:00) พระองค์ทรงสิ้นลมหายใจ (9 ชั่วโมงของยิวนับจากเวลาเช้า คือ 15:00 น.ในปัจจุบัน)
...วันเสาร์ 4 เมษายน AD 33…..มีคำสั่งให้เฝ้าอุโมงค์ฝังศพให้แข็งแรงจนถึงวันที่สาม ป้องกันการขโมยพระศพ
...วันอาทิตย์ 5 เมษายน AD 33…..ทรงฟื้นคืนพระชนม์

References: เข้าไปเก็บเอาไว้อ่านได้นะครับ
http://www.tyndalehouse.com/…/tynbull_1992_43_2_06_humphrey…
http://www.wtsbooks.com/common/pdf_links/9781433535109.pdf
Andreas J. Köstenberger, “The Date of Jesus’ Crucifixion,” ใน ESV Study Bible, ed. Wayne Grudem (Wheaton, IL:Crossway, 2008), หน้าที่ 1809–10

คริสเตียนจะต้องถือธรรมบัญญัติเดิมหรือไม่ ?


"คริสเตียนจะต้องถือธรรมบัญญัติเดิมหรือไม่ ?"

เขียนโดย Padunkiaet Vejvechaneyom

[ต่อไปนี้ เป็นมุมมองของผู้รู้คริสเตียนแบบมาตรฐานทั่วไป ซึ่งอาจแตกต่างจากการตีความของพี่น้องกลุ่มรากยิว (Hebraic Roots หรือ Jewish Roots) หรือ กลุ่ม 7 th Day Adventist ที่ถือวันสะบาโตและกฏเรื่องอาหาร]

1. ธรรมบัญญัติเดิมผูกติดกับพันธสัญญาเดิม ธรรมบัญญัติใหม่ผูกติดกับพันธสัญญาใหม่ รองรับซึ่งกันและกัน

2. ขอเราอ่านพระธรรมเยเรมีย์ 31:31-33 ดังต่อไปนี้:
.....“พระ‍ยาห์‌เวห์ตรัสว่า “นี่‍แน่ะ วัน‍เวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธ‌สัญญาใหม่กับเชื้อ‍สายของอิสรา‌เอลและเชื้อ‍สายของยู‌ดาห์ 32 ไม่เหมือนกับพันธ‌สัญญาซึ่งเราได้ทำกับบรรพ‌บุรุษของเขา‍ทั้ง‍หลาย เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่น‍ดินอียิปต์ เป็นพันธ‌สัญญาของเราซึ่งเขาฝ่า‍ฝืน ถึง‍แม้‍ว่าเราได้เป็นสามีของเขา” พระ‍ยาห์‌เวห์ตรัสดัง‍นี้แหละ 33 “แต่นี่จะเป็นพันธ‌สัญญาซึ่งเราจะทำกับเชื้อ‍สายของอิสรา‌เอลภาย‍หลังสมัยนั้น” พระ‍ยาห์‌เวห์ตรัสดัง‍นี้แหละ “เราจะบรร‌จุธรรม‍บัญญัติไว้ในเขา‍ทั้ง‍หลาย และเราจะจา‌รึกมันไว้บนดวง‍ใจของเขา และเราจะเป็นพระ‍เจ้าของเขา และเขาจะเป็นประ‌ชา‍กรของเรา 34 และทุกคนจะไม่สอนเพื่อน‍บ้านและพี่‍น้องของตนแต่‍ละ‍คนอีกว่า ‘จงรู้‍จักพระ‍ยาห์‌เวห์’ เพราะเขาทุกคนจะรู้‍จักเราตั้ง‍แต่คนเล็ก‍น้อยที่‍สุดถึงคนใหญ่โตที่‍สุด” พระ‍ยาห์‌เวห์ตรัสดัง‍นี้แหละ “เพราะเราจะให้อภัยความผิด‍บาปของเขา และจะไม่จด‍จำบาปของเขาอีก‍ต่อ‍ไป”” (เยเรมีย์ 31:31-33)
......จากที่ยกมา กล่าวชัดเจนว่าเป็น "พันธสัญญาใหม่" ที่ "ไม่เหมือน" ของเดิม คือ เป็นของใหม่ ไม่ใช่ของเก่านำมาปรับใหม่ และ พระยาห์เวห์จะ "บรรจุธรรมบัญญัติใหม่ไว้ในใจของพวกเขา" (เชื้อสายของอิสราเอลและยูดาห์) และ ที่เด่นชัดคือมี "การอภัยความผิด‍บาป" ของเขาและจะไม่มี "การจด‍จำบาป" ของเขาอีก‍ต่อ‍ไปเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่แตกต่างจากของเดิม
......นอกจากนี้ ถ้าดูตามฉบับ Septuagint ก็จะเห็นว่าตรงคำว่า "ธรรมบัญญัติ" ใช้คำว่า "laws" ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์ (ซึ่งเหมือนกับ "laws" ที่ใช้ในพระธรรมฮีบรู 8:8-12 ที่ยกมาจากพระธรรมเยเรมีย์ตอนนี้) ดังนั้น laws จึงเป็นธรรมบัญญัติใหม่ที่อาจเหมือนของเดิมและไม่เหมือนของเดิมก็ได้

3. เราจึงอาจสรุปได้ว่า "ธรรมบัญญัติ" ของพันธสัญญาใหม่เป็นธรรมบัญญัติที่ "สดใหม่" ที่จะมาจากพระเมสสิยาห์ (พูดง่ายๆในตอนนี้คือ "กฎของพระคริสต์" นั่นเอง) ในปัจจุบันเราหาได้จากคำสอนของพระเยซูคริสต์คริสต์และของอัครทูตของพระองค์ที่มีบันทึกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่

4. คริสเตียนได้รับและเข้าในพันธสัญญาใหม่นี้่ร่วมกับอิสราเอลและยูดาห์ก็โดยผ่านทาง "พระโลหิตของพระคริสต์" ที่หลั่งออกมา (มัทธิว 26:28; ลูกา 22:20; 1 โครินธ์ 11:25)

5. นอกจากนี้ ในพระธรรมฮีบรู 7:11-12 ก็กล่าวชัดเจนว่าเมื่อระบบปุโรหิตเปลี่ยนแปลงแล้ว ธรรมบัญญัติก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปด้วยซึ่งเป็นการยืนยันที่ชัดเจนว่าธรรมบัญญัติของเดิมต้องถูกเปลี่ยนใหม่
.....“ดังนั้น ถ้าความบริบูรณ์บรรลุได้ทางระบบปุโรหิตเผ่าเลวี (เพราะว่าประชาชนได้รับธรรมบัญญัติโดยระบบนี้) ทำไมจะต้องมีปุโรหิตอีกตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค ไม่ใช่ตามแบบอย่างของอาโรน? 12 เพราะเมื่อระบบปุโรหิตเปลี่ยนแปลงแล้ว ธรรมบัญญัติก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปด้วย” (ฮีบรู 7:11-12)

6. มีผู้รู้คริสเตียนบางกลุ่มอาจอ้างว่าธรรมบัญญัติถูกเปลี่ยนเฉพาะในแง่ของการถวายสัตวบูชาหรือแค่การถวายสิบลด ที่เหลือยังเหมือนเดิม ซึ่งไม่น่าใช่เช่นนั้น เพราะธรรมบัญญัติเดิมเป็นสิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้ มีความเป็นหนึ่งเดียว และ ระบบปุโรหิตถือเป็นเส้นเลือดหลักของธรรมบัญญัติเดิม เนื่องจากมีความเป็นหนึ่งเดียว ทุกสิ่งจึงขาดกันไม่ได้ (มาด้วยกันไปด้วยกัน) พระยาห์เวห์ทรงเตือนไว้ว่าห้ามแบ่งห้ามเติมธรรมบัญญัติเดิม
.....“ท่าน‍ทั้ง‍หลายอย่าแต่งเติมถ้อย‍คำที่ข้าพ‌เจ้าบัญชาท่านไว้ และอย่าตัดสิ่ง‍ใดออก เพื่อท่านจะรักษาพระ‍บัญญัติของพระ‍ยาห์‌เวห์พระ‍เจ้าของท่านซึ่งข้าพ‌เจ้าได้บัญชาท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 4:2)
.....และ ในพระธรรมยากอบก็บอกว่าผิดข้อเดียวผิดทั้งหมด (ยากอบ 2:10)

7. ผู้ที่เปลี่ยนพันธสัญญาและธรรมบัญญัติคือพระยาห์เวห์ เป็นแผนการความรอดของพระองค์ที่เป็นไปตามลำดับขั้นเพื่อมนุษยชาติ (ยิวและคนต่างชาติ) เมื่อพระองค์ทรงให้พระเยซูคริสต์มาตายบนกางเขนและทรงฟื้นคืนพระชนม์กลับเป็นขึ้นมา เท่ากับเป็นการเข้าสู่ "การทรงสร้างใหม่" เข้าสู่ "ยุคใหม่" เป็น "ยุคของพระวิญญาณ" คริสเตียนเดินด้วยพระวิญญาณของพระคริสต์และด้วยกฎของพระคริสต์

8. ก่อนจบ ขอให้สังเกตสิ่งที่เขียนในพระธรรมเยเรมีย์ 3:16-18 ที่กล่าวว่า
.....“และเมื่อพวก‍เจ้าทวีและเพิ่มขึ้นในแผ่น‍ดินนั้น ในเวลานั้น” พระ‍ยาห์‌เวห์ตรัสดัง‍นี้แหละ “เขา‍ทั้ง‍หลายจะไม่กล่าวอีกว่า ‘หีบ‍พันธ‌สัญญาแห่งพระ‍ยาห์‌เวห์’ เรื่องนี้จะไม่‍มีขึ้นในใจ ไม่‍มีใครกล่าว‍ถึง ไม่‍มีใครนึก‍ถึง จะไม่ทำขึ้นอีกเลย 17 ในครั้ง‍นั้นจะเรียกกรุง‍เย‌รู‌ซา‌เล็มว่าเป็นพระ‍ที่‍นั่งของพระ‍ยาห์‌เวห์ และบรร‌ดาประ‌ชา‍ชาติจะรวบ‍รวม‍กันเข้า‍มายังกรุง‍เย‌รู‌ซา‌เล็มเพื่อพระ‍นามของพระ‍ยาห์‌เวห์ และพวก‍เขาจะไม่ดื้อ‍รั้นดำ‌เนินตาม‍ใจชั่วของเขาอีก‍ต่อ‍ไป 18 ในเวลานั้นเชื้อ‍สายของยู‌ดาห์จะเดินมากับเชื้อ‍สายของอิสรา‌เอล เขาทั้ง‍สองจะรวม‍กันมาจากแผ่น‍ดินฝ่ายเหนือมายังแผ่น‍ดินซึ่งเรามอบให้แก่บรรพ‌บุรุษของเจ้าเป็นมรดก” (เยเรมีย์ 3:16-18)
.....กล่าวคือ ของเดิมนั้น อันได้แก่ หีบ‍พันธ‌สัญญาแห่งพระ‍ยาห์‌เวห์ "เรื่องนี้จะไม่‍มีขึ้นในใจ ไม่‍มีใครกล่าว‍ถึง ไม่‍มีใครนึก‍ถึง จะไม่ทำขึ้นอีกเลย"

คริสเตียนต้องร้กษาวันสะบาโตไหม?

คำถาม: คริสเตียนต้องร้กษาวันสะบาโตไหม?


คำตอบ: บ่อยครั้งมีการอ้างว่า “พระเจ้าทรงสถาปนาวันสะบาโตในสวนเอเดน” เนื่องจากการเกี่ยวข้องระหว่างวันสะบาโตและการทรงสร้างในหนังสืออพยพ 20:11 แม้ว่าการที่พระเจ้าจะทรงพักผ่อนในวันที่เจ็ด (ปฐมกาล 2:3) จะเป็นเงาในการตั้งกฎแห่งวันสะบาโตในอนาคตขึ้นมาก็ตาม ก่อนหน้าที่ชนชาติอิสราเอลจะออกจากอียิปต์พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงวันสะบาโตเลย ไม่มีพระคัมภีร์ตอนไหนที่บอกว่าผู้คนตั้งแต่สมัยอาดัมจนถึงโมเสสยึดถือวันสะบาโต

พระวจนะของพระเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าการรักษาวันสะบาโตเป็นหมายสำคัญระหว่างพระเจ้าและชนชาติอิสราเอล “โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้า พระเจ้าตรัสจากภูเขานั้นว่า "บอกวงศ์วานยาโคบและชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า`พวกเจ้าได้เห็นกิจการซึ่งเรากระทำกับชาวอียิปต์แล้ว และที่เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา เหตุฉะนั้นถ้าเจ้าฟังเสียงเรา และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรท่ามกลางชนชาติทั้งปวง เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา” (อพยพ 19:3–5)

“เหตุฉะนี้ ชนชาติอิสราเอลจึงถือวันสะบาโตตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขาเป็นพันธสัญญาเนืองนิตย์ เป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับชนชาติอิสราเอลว่า ในหกวันพระเจ้าได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก แต่ในวันที่เจ็ดพระองค์ได้ทรงงดการงานไว้ และได้ทรงหย่อนพระทัยในวันนั้น” (อพยพ 31:16–17)

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 5 โมเสสโยงบัญญัติสิบประการไปถึงชนชาติอิสราเอลรุ่นถัดไป ในตอนนี้ หลังจากที่ได้สั่งให้พวกเขารักษาวันสะบาโตในข้อ 12-14 แล้ว โมเสสยังให้เหตุผลว่าทำไมคนอิสราเอลจึงต้องรักษาวันสะบาโต: “จงระลึกว่าเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรที่เหยียดออก เหตุฉะนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้ทรงบัญชาให้เจ้ารักษาวันสะบาโต” (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:15)

จงสังเกตคำว่าเหตุฉะนี้ พระประสงค์ของพระเจ้าในการกำหนดวันสะบาโตให้กับคนอิสราเอลไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาจำการทรงสร้าง แต่เพื่อให้พวกเขาจำการเป็นทาสในอียิปต์และการทรงปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ จงสังเกตุข้อเรียกร้องในการรักษาวันสะบาโต: คนที่ถือวันสะบาโตออกจากที่พักของตนไม่ได้ (อพยพ 16:29), ก่อไฟไม่ได้ (อพยพ 35:3) ให้ใครทำการงานใด ๆ ไม่ได้ (อพยพ 5:14) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎแห่งวันสะบาโตจะต้องถูกลงโทษถึงตาย (อพยพ 31:15; กันดารวิถี 15:32–35)

จากการค้นคว้าข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาใหม่เราได้พบหัวข้อสำคัญสี่หัวข้อคือ: 1) เมื่อใดที่พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในสภาพหลังการฟื้นคืนพระชนม์และมีการบอกวันไว้ วันนั้นจะเป็นวันแรกของสัปดาห์เสมอ (มัทธิว 28:1, 9, 10; มาระโก 16:9; ลูกา 24:1, 13, 15; ยอห์น 20:19, 26) 2) ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกกล่าวถึงตั้งแต่ในหนังสือกิจการจนถึงวิวรณ์ก็เพื่อการประกาศต่อคนยิว และสถานที่ในการประกาศก็คือในธรรมศาลา (กิจการยทที่ 13–18) ท่านเปาโลเขียนว่า “ต่อพวกยิว ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนยิว เพื่อจะได้พวกยิว” (1 โครินธ์ 9:20) ท่านเปาโลไม่ได้ไปที่ธรรมศาลาเพื่อมีสามัคคีธรรมและเสริมสร้างธรรมิกชน แต่เพื่อให้พวกเขารู้สึกผิดและช่วยผู้หลงหายให้รอด 3) ครั้งหนึ่งท่านเปาโลประกาศว่า “ตั้งแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะไปหาคนต่างชาติ” (กิจการ 18:6), วันสะบาโตไม่ได้ถูกกล่าวถึงอีกเลย, และ 4) แทนที่ส่วนที่เหลือในพระคัมภีร์ใหม่จะเสนอแนะให้ยึดติดกับวันสะบาโต, ข้อพระคัมภีร์กลับชี้แนะไปยังทิศทางตรงกันข้าม (รวมถึงข้อยกเว้นหนึ่งข้อจากหนังสือโคโลสี 2:26 สำหรับข้อ 3 ข้างต้น)

หากเราดูให้ละเอียดยิ่งขึ้น ข้อ 4 ข้างต้นจะเปิดเผยว่าไม่ได้มีการบังคับให้ผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่รักษาวันสะบาโต และแสดงให้เห็นด้วยว่าแนวความคิดที่ว่าวันอาทิตย์เป็นวัน “สะบาโตสำหรับคริสเตียน” ไม่มีในพระคัมภีร์เช่นเดียวกัน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น มีอยู่ครั้งเดียวที่วันสะบาโตถูกนำมากล่าวถึงหลังจากที่ท่านเปาโลเริ่มเน้นที่คนต่างชาติ, “เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกินการดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโตสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์” (โคโลสี 2:16–17) วันสะบาโตของชาวยิวได้ถูกลบล้างออกไปที่กางเขนที่ซึ่งพระคริสต์ “ทรงฉีกกรรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆซึ่งขัดขวางเรา” (โคโลสี 2:14)

แนวความคิดนี้ได้ถูกย้ำมากกว่าหนึ่งครั้งในพันธสัญญาใหม่: “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด ผู้ที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่กินก็กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาขอบพระคุณพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้กิน ก็มิได้กิจเพื่อถวายเกียรติแค่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยังขอบพระคุณพระเจ้า” (โรม 14:5–6ก) “แต่บัดนี้เมื่อท่านรู้จักพระเจ้าแล้ว หรือที่ถูกก็คือพระเจ้าทรงรู้จักท่านแล้ว เหตุไฉนท่านจึงจะกลับไปหาวิญญาณต่างๆซึ่งอ่อนแอและอเนจอนาถ และอยากจะเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นอีก ท่านถือวัน เดือน ฤดู และปี” (กาลาเทีย 4:9–10)

แต่บางคนอ้างว่ากษัตริย์คอนสแตนตินได้ “เปลี่ยน” วันสะบาโตจากวันเสาร์มาเป็นวันอาทิตย์ในปีคศ 321 คริสตจักรในยุคแรกประชุมนมัสการกันวันไหน? พระคัมภีร์ไม่เคยพูดถึงการเข้ามาชุมนุมกันของผู้เชื่อเพื่อมีสามัคคีธรรมและนมัสการในวันสะบาโต (วันเสาร์) ไหนเลย แต่มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่กล่าวถึงวันแรกของสัปดาห์ ยกตัวอย่างเช่น, หนังสือกิจการ 20:7 กล่าวว่า “ในวันต้นสัปดาห์เมื่อพวกสาวกประชุมกันทำพิธีหักขนมปัง” ใน 1 โครินธ์ 16:2 ท่านเปาโลหนุนใจผู้เชื่อชาวเมืองโครินธ์ว่า “ทุกวันต้นสัปดาห์ให้พวกท่านทุกคนเก็บผลประโยชน์ที่ได้รับไว้บ้าง” เนื่องจากท่านเปาโลได้ระบุให้การถวายทรัพย์นี้เป็น “การปรนิบัติ” ในหนังสือ 2 โครินธ์ 9:12 ดังนั้นการถวายนี้คงเกี่ยวข้องไปถึงการประชุมนมัสการของคริสเตียนในวันอาทิตย์ ตามประวัติศาสตร์ วันอาทิตย์ ไม่ใช่วันเสาร์ คือวันประชุมตามปกติของคริสเตียนในคริสตจักร และการปฏิบัตินี้ยึดถือกันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษแรก

วันสะบาโตเป็นวันที่ถูกกำหนดไว้สำหรับคนอิสราเอล วันสะบาโตยังคงเป็นวันเสาร์ ไม่ใช่วันอาทิตย์ และไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย แต่วันสะบาโตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิม และคริสตเตียนเป็นอิสระแล้วจากพันธนาการแห่งธรรมบัญญัติ (กาลาเทีย 4:1-26; โรม 6:14) การรักษาวันสะบาโตไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องสำหรับคริสเตียน ไม่ว่าจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ วันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์, วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า) (วิวรณ์ 1:10) เป็นวันเฉลิมฉลองการทรงสร้างใหม่โดยมีพระคริสต์ทรงเป็นผู้นำที่ฟื้นคืนพระชนม์ เราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดถือวันสะบาโตตามกฎของโมเสส (วันพักผ่อน) เพราะบัดนี้เราเป็นอิสระแล้วที่จะติดตามพระคริสต์ผู้ทรงฟื้นคืนพระชนม์ (ปรนิบัติ) อัครทูตเปาโลบอกว่าคริสเตียนแต่ละคนควรตัดสินใจว่าจะรักษาวันสะบาโตหรือไม่ “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด” (โรม 14:5) เราสมควรที่จะนมัสการพระเจ้าทุกวัน ไม่ใช่เพียงแค่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์เท่านั้น


--
http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-Sabbath-day.html

พระเจ้าทรงประสงค์ให้คริสเตียนรักษาวันสะบาโตหรือ?

พระเจ้าทรงประสงค์ให้คริสเตียนรักษาวันสะบาโตหรือ?



คำถาม: พระเจ้าทรงประสงค์ให้คริสเตียนรักษาวันสะบาโตหรือ?


คำตอบ: โคโลสี 2:16-17 “เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาของเหตุการณ์ที่จะมีมาในภายหลัง แต่กายนั้นเป็นของพระคริสต์” โรม14:5 “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด”

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวอย่างชัดเจนว่า สำหรับคริสเตียน การรักษาวันสะบาโตเป็นเรื่องของเสรีภาพทางจิตวิญญาณ ไม่ได้เป็นคำสั่งจากพระเจ้า การรักษาวันสะบาโตเป็นเรื่องหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้า สั่งสอนเราไม่ให้ตัดสินกันและกัน การรักษาวันสะบาโต เป็นเรื่องที่คริสเตียนแต่ละคนประจักษ์ชัดแน่ใจในความคิดของเขาหรือเธอเอง

ในบทแรกของหนังสือกิจการของอัครทูต คริสเตียนพวกแรกส่วนใหญ่เป็นชาวยิว

เมื่อคนต่างชาติเริ่มได้รับของประทานแห่งความรอดโดยพระเยซูคริสต์ คริสเตียนชาวยิวตกอยู่ในภาวะที่ลำบากใจอย่างยิ่ง คริสเตียนต่างชาติควรได้รับคำแนะนำให้เชื่อฟังด้านใด บัญญัติของโมเสสหรือประเพณีของชาวยิว อัครสาวกได้ประชุมกันและถกปัญหานี้ในสภากรุงเยรูซาเล็ม (กิจการ 15) กิจการ 15:19-20 “เหตุฉะนั้นตามความเห็นของข้าพเจ้า อย่าให้เราวางเครื่องขัดขวางกีดกันคนต่างชาติ ซึ่งกลับมาหาพระเจ้า แต่เราจงเขียนหนังสือฝากไปถึงเขาว่า ให้งดเว้นเสียจากสิ่งที่มลทินเนื่องด้วยรูปเคารพ จากการล่วงประเวณี จากการรับประทานเนื้อสัตว์ที่รัดคอตาย และจากการรับประทานเลือด”

การรักษาวันสะบาโตไม่ได้เป็นคำสั่งหนึ่งที่อัครสาวกรู้สึกว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการบังคับผู้เชื่อที่เป็นชาวต่างชาติ มันยากที่จะเข้าใจว่าพวกอัครสาวกจะละเลยที่จะนับรวมเรื่องรักษาวันสะบาโตไว้ ถ้ามันเป็นคำสั่งของพระเจ้าสำหรับคริสเตียนที่จะรักษาวันสะบาโต

ข้อผิดพลาดร่วมกันในการถกเถียงเรื่องการรักษาวันสะบาโต คือความคิดที่ว่าวันสะบาโตเป็นวันนมัสการ กลุ่มเซเว่นเดย์แอดเวนติสท์ ถือว่าพระเจ้าทรงเรียกร้อง ให้คริสตจักรจัดนมัสการขึ้นในวันเสาร์คือวันสะบาโต นั่นไม่ใช่เป็นบัญญัติเรื่องวันสะบาโต บัญญัติเรื่องวันสะบาโตคือจะต้องไม่ทำงานใดๆ ในวันสะบาโต อพยพ 20:8-11 “จงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงาน ใดๆไม่ว่าเจ้าเอง หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า เพราะในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอวยพระพรวันสะบาโต และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์” ไม่พบข้อพระคัมภีร์ตรงไหนที่บัญญัติให้วันสะบาโตเป็นวันนมัสการ ใช่แล้ว ชาวยิวในพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ และยุคปัจจุบันใช้วันเสาร์เป็นวันนมัสการ แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญของบัญญัติเรื่องวันสะบาโต

ในหนังสือกิจการของอัครทูต เมื่อใดก็ตามที่ประชุมจัดในวันสะบาโตนั้น มันเป็นการประชุมของชาวยิว ไม่ใช่ของคริสเตียน

เมื่อไหร่ที่คริสเตียนยุคแรกนัดประชุมกัน กิจการ 2:46-47 “เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป ทั้งได้สรรเสริญพระเจ้าและคนทั้งปวงก็ชอบใจ ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอด มาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ” ถ้ามีวันหนึ่งที่คริสเตียนมาประชุมเป็นประจำ ก็คือวันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์ของเรา) ไม่ใช่วันสะบาโต (วันเสาร์ของเรา)

Acts กิจการ 20:7 “ในวันอาทิตย์เมื่อเราทั้งหลายประชุมกันทำพิธีหักขนมปัง เปาโลก็กล่าวสั่งสอนเขา เพราะว่าวันรุ่งขึ้นจะลาไปจากเขาแล้ว ท่านได้กล่าวยืดยาวไปจนเที่ยงคืน”

1 Corinthians 1โครินธ์ 16:2 “ทุกวันต้นสัปดาห์ ให้พวกท่านทุกคนเก็บเงินผลประโยชน์ที่ได้รับไว้บ้าง เพื่อจะไม่ต้องเก็บเรี่ยไรเมื่อข้าพเจ้ามา” เพื่อระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ในวันอาทิตย์ คริสเตียนยุคแรกไม่ได้รักษาวันอาทิตย์เป็น "วันสะบาโตของคริสเตียน" แต่เป็นวันนมัสการพระเยซูคริสต์โดยเฉพาะ

มีอะไรผิดในการนมัสการในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันสะบาโตของชาวยิวหรือ ไม่มีอย่างแน่นอน เราควรนมัสการพระเจ้าทุกวัน ไม่เพียงแต่ในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ คริสตจักรหลายแห่งทุกวันนี้มีทั้งการนมัสการในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เรามีเสรีภาพในพระคริสต์ โรม 8:21 “ด้วยมีความหวังใจว่า สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย และจะเข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า” 2โครินธ์ 3:17 “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น” กาลาเทีย 5:1 “เพื่อเสรีภาพนั้นเอง พระคริสต์จึงได้ทรงโปรดให้เราเป็นไท เหตุฉะนั้นจงตั้งมั่น และอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย”

คริสเตียนควรรักษาวันสะบาโต นั่นคือไม่ทำงานทุกวันเสาร์หรือ ถ้าคริสเตียนรู้สึกว่าใจอยากทำเช่นนั้น ทำได้เลยแน่นอน โรม 14:5 “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด” อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เลือกที่จะรักษาวันสะบาโตไม่ควรตัดสินผู้ที่ไม่ได้รักษาวันสะบาโต โคโลสี 2:16 “เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต”

ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่ไม่ได้รักษาวันสะบาโตควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นหินสะดุดแก่ผู้ที่ไม่รักษาวันสะบาโต

1โครินธ์ 8:9 “แต่จงระวังอย่าให้เสรีภาพของท่านนั้น ทำให้คนที่มีความเชื่อน้อยหลงผิดไป”

กาลาเทีย 5:13-15 “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด

เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

แต่ถ้าท่านกัดและกินเนื้อกันและกัน จงระวังให้ดี เกรงว่าจะย่อยยับไปตามๆกัน


--
http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-Sabbath-keeping.html