VDO คำพยานชีวิต
















พระเจ้า & วิทยาศาสตร์

บรรยาย โดย
นพ.ภากร จันทรมัฏฐะ


อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.รามาธิบดี
แพทย์ประจำพระองค์ สมเด็จพระราชินี

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤษภาคม 2005 ณ คริสตจักรยุคพระคุณ




พระเจ้ามีจริงหรือไม่? ฉันจะรู้แน่ ๆ ได้อย่างไรว่าพระเจ้ามีจริง?


คำตอบ: เรารู้ว่าพระเจ้ามีจริงเพราะพระองค์ทรงเิปิดเผยพระองค์เองต่อเราในสามทาง คือ ทางการทรงสร้าง, ทางพระวจนะของพระองค์, และทางพระบุตรของพระิองค์คือ พระเยซูคริสต์

หลักฐานพื้น ๆ ที่พิสูจน์ว่าพระเ้จ้ามีอยู่จริงนั้นคือ สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระองค์นั้น คือฤทธานุภาพอันนิรันดร์และเทวสภาพของพระเจ้า ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย” (โรม 1:20) “ฟ้าสวรรค์ประกาศสง่าราศีของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์” (สดุดี 19:1)

หากข้าพเจ้าเจอนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งในสนามหญ้่าแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าคงไม่คิดว่ามัน โผล่ขึ้นมาเองโดยไม่มีที่มาที่ไป หรือ มัีนอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด ดูจากการออกแบบของมัน ข้าพเจ้าจะต้องเดาเอาว่าจะต้องมีใครสักคนหนึ่งออกแบบมันขึ้นมา แต่ข้าพเจ้าเห็นการออกแบบที่ยิ่งใหญ่และจำเพาะเจาะจงกว่านั้นมากนักในโลกรอบ ๆ ตัวเรา การวัดเวลาของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับนาฬิกาข้อมืิอ แต่ขึ้นอยู่กับหัตถกิจของพระเจ้า -- การหมุนของโลก (และคุณสมบัติของกัมมันตภาพรังสีซีเซียม-133 อะตอม) จักรวาลแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ยิ่งใหญ่ และนี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีนักออกแบบผู้ยิ่งใหญ่

หากข้าพเจ้าเจอข้อความที่เข้ารหัสไว้่ ข้าพเจ้าก็จะต้องพยายามแก้ระหัสนั้นให้ได้ ข้าพเจ้าคงคิดว่าจะต้องมีใครสักคนที่เป็นสายลับที่เป็นผู้ส่ง ข่าวมา และเป็นผู้ตั้งรหัสเอาไว้ คิดดูซิว่า รหัส” DNA ที่อยู่ในทุกเซลล์ในร่างกายของเรานั้นซับซ้อนแค่ไหน? ความซับซ้อนและวัตถุประสงค์ของมันไม่ได้แสดงให้เห็นเลยหรือว่าต้องมีสายลับ สักคนหนึ่งเป็นผู้เขียนรหัสนี้ขึ้นมา

พระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงสร้างโลกที่แสนสลับซับซ้อนแต่กลับกลมกลืนเข้ากันได้ เป็นอย่างดีเื้่ืท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงปลูกฝังความรู้สึกอันเป็นนิรันดร์เข้าไว้ในใจของมนุษย์ทุก คนด้วย (ปัญญาจารย์ 3:11) มนุษย์มีความคิดที่ติดตัีวมาตั้งแต่กำเนิดว่าชีวิตนี้มีอะไรมากกว่าสิ่งที่ ตามองเห็น มีอะไรที่เป็นอยู่เหนือกว่าการดำเนินชีวิตตามปกติประจำวัน ความสำนึกของเราเกี่ยวกับความเป็นนิรันดร์ปรากฎขึ้นมาอย่างน้อยสองทาง นั่นคือ การกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา และการนมัสการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนทุกเชื้อชาติศาสนาได้เห็นถึงคุณค่าทางคุณธรรมบางประการซึ่งน่าแปลกใจว่า เป็นความเห็นที่เหมือนกันหมด ยกตัวอย่างเช่น ความรักในอุดมคติเป็นที่ยกย่องของคนทั่วไป ในขณะที่การโกหกเป็นที่เกลียดชัง คุณค่าทางคุณธรรมที่เหมือนกันนี้ (ความเข้่าใจเหมือนกันทั่วโลกถึงสิ่งทีุ่ถูกและผิด) ชี้ให้เห็นถึงผู้มีุคุณธรรมสูงสุดผู้ใส่ความรู้สึกละอายไว้ในเรา

ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าขนบธรรมเนียมประเพณีของคนทั่วโลกจะเป็นอย่างไร ผู้คนจะสร้างระบบการนมัสการขึ้นมาอยู่เสมอ สิ่งที่พวกเขานมัสการอาจไม่เหมือนกัน แต่ความรู้สึกถึงพลังที่มาจากเบื้องบนเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่เราปฏิเสธไม่ได้ ความอยากนมัสการของเราเกิดขึ้นตามความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมาตามพระฉายของพระองค์” (ปฐมกาล 1:27)

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองต่อเราผ่านทางพระวจนะของพระองค์ (พระคัมภีร์) ด้วยเช่นกัน ตลอดทั่วทั้งพระคัมภีร์ การดำรงอยู่ของพระเจ้าถูกพิจารณาว่าเป็นความจริงโดยประจักษฺ์พยานในตัวของ มันเอง (ปฐมกาล 1:1; อพยพ 3:14) เมื่อ เบนจมิน แฟรงคลิน เขียน อัตชีวประวัติ ของเขา เขาไม่ได้เสียเวลาพยายามพิสูจน์เลยว่าเขามีตัวตน เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงไม่ได้ใช้เวลามากนักพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงมีตัวตนในหนังสือของ พระองค์ คุณสมบัติของพระคัมภีร์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้, คุณธรรมในนั้น และการอัศจรรย์ที่ีมีปรากฎอยู่ ควรเพียงพอที่จะรับประกันให้ผู้อ่านตรวจสอบให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้

ทางที่สามที่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองก็คือโดยทางพระบุตร (พระเยซูคริสต์) (ยอห์น 14:6-11) “ในเริ่มแรกนั้นพระวาทะทรงเป็นอยู่แล้ว และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า พระวาทะได้ทรงสภาพของเนื้อหนัง และทรงอยู่ท่ามกลางเรา (และเราทั้งหลายได้เห็นสง่าราศีของพระองค์ คือสง่าราศีอันสมกับพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” (ยอหฺ์น 1:1, 14) ในพระเยซูคริสต์สภาพของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์” (โคโลสี 2:9)

ในชีวิตที่แสนอัศจรรย์ของพระเยซู พระองค์ทรงรักษากฎบัญญัติทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตก บกพร่อง และทรงทำให้คำเผยพระวจนะเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ (มัทธิว 5:17) สำเร็จเป็นจริง พระองค์ทรงทำพระราชกิจแห่งความเมตตาสงสารและการอัศจรรย์มากมายนับไม่ถ้วนต่อ หน้าฝูงชนเป็นจำนวนมาก เพื่อพิสูจน์สิ่งที่พระองค์ตรัส และเป็นพยานถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ (ยอห์น 21:24-25) ต่อจากนั้น สามวันหลังจากที่ทรงถูกตรึงบนกางเขน พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ มีคนเป็นร้อย ๆ เห็นสิ่งเหล่านี้กับตาและสามารถยืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้ (1 โครินธ์ 15:6) หลักฐานทางประวัติศาสตร์มี ข้อพิสูจน์มากมายว่าพระเยซูคือใคร ดังที่อัครสาวกเปาโลได้กล่าวไว้ การเหล่านั้นมิได้กระทำกันในที่ลับลี้” (กิจการ 26:26)

เรารู้ว่าจะต้องมีคนขี้สงสัยผู้ที่มีความคิดเป็นของตนเองเกี่ยวกับพระเจ้่า ติดตามอ่านหลักฐานเหล่านี้อยู่ และจะมีบางคนที่ไม่ว่าจะมีหลักฐานแค่ไหนเขาก็ไม่มีวันจะเปลี่ยนใจ (สดุดี 14:1) ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเชื่อเท่านั้น (ฮีบรู 11:6).

--
http://www.gotquestions.org/Thai/Thai-is-God-real.html

ไม่แพ้ แม้เจ็บป่วย



มื่อวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ
ความสุข ความทุกข์ ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
จะยอมรับความจริงที่เจอได้แค่ไหน
เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป
มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน
อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน
ตามความคิดสติเราให้ทัน
อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
(เพลง Live & Learn เนื้อร้องและทำนองโดย คุณบอย โกสิยพงษ์)

บทเพลงโด่งดังข้างต้นกำลังบอกเราถึงความไม่แน่นอนของชีวิต  เราไม่รู้ว่าวันไหนจะพบความสุข วันไหนจะประสบความทุกข์  เราควรจะเตรียมใจเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดฝันอย่างมีสติ

เช่นเดียวกันกับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องไม่แน่นอนที่อยู่เคียงคู่กับมนุษย์มาตั้งแต่เกิด  ยิ่งในยามที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  โรคร้ายนานาชนิดก็ทวีมากขึ้น  มันสามารถทำลายทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยและคนใกล้ชิดอย่างไม่ทันตั้งตัว ในยามนั้น มีคำถามมากมายที่เข้ามาในความคิดของเรา

ทำไมต้องเป็นฉัน ?
ฉันกำลังจะตายหรือนี่ ?
ครอบครัวจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีฉัน ?
ใครจะช่วยดูแลฉันเมื่อฉันเจ็บหนัก ?
ฉันจะอยู่ในสภาพไหนในวันสุดท้าย ?
คนจะรังเกียจฉันไหม ?
เมื่อตายแล้ว ฉันจะไปที่ไหน ?

ร้อยแปดคำถามหลั่งไหลเข้ามาในความคิดของเราขณะถูกคุกคามด้วยโรคร้าย ความกลัวและความวิตกกังวลในจิตใจอาจทำให้อาการเจ็บป่วยทางกายทรุดลงไปอีก  ผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ได้รู้จักกับหลายครอบครัวที่เผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บขั้นร้ายแรง และเราได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดเรื่องราวของเขาเพื่อให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญสภาวะเดียวกัน


เรื่องของ "ดาว"

"ดาว"(นามสมมุติ)  คุณแม่สาวสวยวัย 40 ปี และ "น้องบอล" ลูกชายคนเล็ก  ทั้งคู่ติดเชื้อ HIV จากพ่อของน้องบอล  ชีวิตของทั้งสองคนเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่ไม่รู้ว่าจะขาดลงในวันใด  แต่ทั้งดาวและลูกได้ผ่านวันอันเลวร้ายที่แสนเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาได้ และมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งอย่างอัศจรรย์

"น้องบอล" เริ่มแสดงอาการเมื่ออายุ 2 ขวบ 8 เดือน และอยู่ในสภาพผอมแห้ง มีแต่หนังหุ้มกระดูก เลือดไหลออกจากปากเพราะเป็นเชื้อรา  ด้านนอกริมฝีปากเต็มไปด้วยแผล ทานอาหารไม่ได้ และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ  เมื่อรักษาไปได้ระยะหนึ่ง ทีมแพทย์บอกว่า น้องบอลจะมีชีวิตอยู่อีกไม่เกิน 3 วันเท่านั้น  ทุกอย่างดูสิ้นหวัง หัวใจของแม่จะแตกสลาย ความหวังสุดท้ายก็มาถึงทันเวลา...เมื่อดาวได้รับการแนะนำให้รู้จักพระเจ้าและเต็มใจให้มีการอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อเธอกับลูก  แล้วการอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น

ปี 2007 น้องบอลอายุครบ 6 ขวบ จาก 3 วัน ผ่านไป 3 ปี น้องบอลแข็งแรง  น้ำหนัก 18 กิโลกรัมที่สมส่วนและสมวัย  ผิวพรรณสดใสไม่มีริ้วรอย  ฉลาดหลักแหลม  พูดจาฉาดฉาน และว่องไว จนแทบจะคิดไม่ออกเลยว่า เด็กคนนี้เฉียดความตายมาแล้วอย่างน่าเวทนา  ผลการวัดปริมาณไวรัสในเลือดหาไม่พบแล้ว  ขณะที่ปริมาณเม็ดเลือดขาวก็เพิ่มขึ้น จนปัจจุบันนับได้ถึง 1,000 กว่า
น้องบอลบอกว่า "พระเยซูช่วยหนูเอาไว้  หนูไม่สบาย  หนูไปนอนตรงนั้น ตอนนั้นเจ็บแขน เจ็บขา เจ็บปาก ปากมันลอกออกมา มีเลือดแดงออกมา...ตอนนั้น 2 ขวบ ฉีดยาเจ็บมาก  พระเยซูอยู่ใกล้หนู  หนู้เห็นพระเยซู  ฝันเห็นพระเยซูมาหา  พระเยซูใส่เสื้อสีขาว  หนูจำหน้าพระเยซูได้  จำได้จากบนสวรรค์  หนูเห็นจากรูป  พระเยซูก็อธิษฐานให้หนูหายเร็ว ๆ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล  พระเยซูไม่ดุ  ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว  หนูรักพระเยซู เพราะว่าพระเยซูทำให้หนูฟื้นมาได้  เมื่อก่อนหนูแขนเล็กนิดเดียว  พระเยซูให้หนูมีเนื้อขึ้นมา"

ดาวกล่าวว่า "อยากจะบอกกับเพื่อน ๆ ผู้ติดเชื้อว่า อย่าท้อแท้  ความวิตกและความเครียดจะยิ่งทำให้อาการแย่ลงไปอีก  แม้เราจะมีเชื้อนี้อยู่ในตัว  เราก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 20-30 ปี  โรคนี้แพ้กำลังใจ  เราต้องพยายามที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เรารัก เช่น พ่อ แม่ และลูก  ที่สำคัญที่สุด ดาวอยากให้ทุกคนได้รู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัวเหมือนดาว  เพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าเหนือปัญหาทั้งปวง เพราะดาวได้รู้จักพระเจ้า  ดาวจึงได้พบกับความรักแท้  ความเอื้ออาทร  และมีที่พักพิงในชีวิต และโรคร้ายก็กลายเป็นเรื่องเล็ก


เรื่องของเอิร์ธ

"วันเฉลิม สารกิติพันธ์ (เอิร์ธ)" เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ผู้เป็นที่รักของครอบครัว เพื่อน ๆ และคุณครู  เขาล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งในสมอง  เอิร์ธต้องได้รับการผ่าตัดสมองถึงสองครั้ง  หลังการผ่าตัดแต่ละครั้ง  เอิร์ธต้องต่อสู้กับสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทั้งด้านการมองเห็น  การได้ยิน  การรับประทานอาหาร และการเขียนหนังสือ  แต่กระนั้น ด้วยความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า เอิร์ธเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความเข้มแข็งและกล้าหาญ  ความเจ็บป่วยของเอิร์ธทำให้คุณพ่อเลิกจากสิ่งมึนเมาทุกชนิด เลิกเที่ยวเตร่ มีจิตใจสงบและหันมาหาพระเจ้าอย่างจริงจัง  ส่วนคุณแม่และพี่ชายก็ตัดสินใจเชื่อไว้วางใจพระเจ้า เป็นความสุขที่เกิดขึ้นท่ามกลางความทุกข์  เอิร์ธได้บอกกับพ่อแม่ว่า "ถ้าพระเจ้ามีพระประสงค์ให้เอิร์ธมีชีวิตอยู่ในโลกนี้   เอิร์ธก็จะอยู่และรับใช้พระเจ้า  ถ้าหากพระเจ้าจะให้เอิร์ธจากโลกนี้ไป  เอิร์ธก็จะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์  ไม่ว่าเอิร์ธจะเป็นหรือตาย เอิร์ธก็จะได้อยู่กับพระเจ้าเสมอ"

เอิร์ธจากไปอยู่กับพระเจ้าเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์  ค.ศ. 2000 ด้วยใบหน้าที่สดใส  เพราะเอิร์ธมั่นใจว่า พระเจ้ารอเขาอยู่และเขาก็จะได้พบกับครอบครัวของเขาอีกครั้งบนสวรรค์  เอิร์ธเป็นเพียงผู้ที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อนคนอื่น ๆ ในครอบครัวเท่านั้น

ชีวิตของเอิร์ธยืนยันได้ว่าความตายฝ่ายร่างกายไม่ใช่จุดจบที่น่าสะพรึงกลัวและไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของชีวิต  แต่ความตายต่างหากที่เป็นผู้แพ้ เพราะการเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้า ทำให้เอิร์ธได้รับชีวิตใหม่ที่ได้อยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์ตลอดไป


ถ้าพระเจ้ารักฉัน ทำไมต้องให้ฉันเจ็บป่วยเช่นนี้ด้วย

หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าตนทำอะไรผิด จึงต้องมาเจ็บป่วยอย่างนั้น  พระคัมภีร์ได้บันทึกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าและมาบังเกิดเป็นมนุษย์  พระเยซูทรงเห็นใจคนเจ็บป่วย  มีคนจำนวนมากที่ทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บป่วยและความพิการได้มาหาพระองค์  ทั้งคนตาบอด  คนแขนขาพิการ  คนเป็นง่อย  ผู้หญิงที่ตกเลือดเป็นเวลา 12 ปี  คนเป็นโรคลมบ้าหมู  เด็กที่เป็นไข้หนัก  หรือคนที่เป็นโรคผิวหนังร้ายแรง
พระเยซูทรงสงสารพวกเขาและให้เวลาเพื่อช่วยเหลือเขา  พระองค์จับมือคนที่เดินไม่ได้และพยุงให้เขาลุกขึ้นเดิน  พระองค์ปลอบใจเขาเหล่านั้นให้มีความหวังและกำลังใจ  ให้เขาเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง  แท้จริงแล้วแม้พระองค์เองจะเป็นพระเจ้า  พระองค์ก็คุ้นเคยกับความเจ็บปวด  และที่ไม้กางเขนนั้นพระองค์ทรงรับความเจ็บปวดทรมานถึงที่สุดดังที่บันทึกไว้ว่า

ท่าน(พระเยซู)ได้ถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง
เป็นคนที่รับความเจ็บปวด และคุ้นเคยกับความเจ็บไข้
และดังผู้หนึ่งซึ่งคนทนมองดูไม่ได้
ท่านถูกดูหมิ่น และเราทั้งหลายไม่ได้นับถือท่าน
แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย
และหอบความเจ็บปวดของเราไป
กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี
คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ
(อิสยาห์ 53:3-4)

ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่รักเรา  หรือเราถูกพระเจ้าลงโทษ  แม้แต่ผู้ที่เชื่อไว้วางใจในพระเจ้าก็ยังพบกับความเจ็บป่วยร้ายแรงได้ แต่ในเวลาเช่นนั้นกลับเป็นเวลาที่ยืนยันว่าพระเจ้าทรงห่วงใยและสำแดงให้เรารู้อย่างแน่ชัดว่าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเราเลย  พระองค์ไม่ได้ปล่อยให้เราเผชิญกับมันเพียงฝ่ายเดียว  พระองค์อยู่กับเรา เจ็บด้วยกันกับเรา  หลายคนได้พบว่าท่ามกลางความเจ็บป่วยที่เขาประสบอยู่  เขาได้สัมผัสกับการช่วยเหลือพิเศษจากพระเจ้า  ทำให้เขามีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป  ร่างกายที่อ่อนแอเจ็บไข้ของเขากลับทำประโยชน์ให้กับคนรอบข้างและสังคมได้อย่างมากมาย  เขาสามารถเข้าใจและให้กำลังใจกับคนที่ต้องเผชิญสิ่งเดียวกับเขา


พระเจ้าให้ความมั่นใจแก่เรา

"แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช
ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ
เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์..."
(สดุดี 23:4)

"เมื่อเขานอนเจ็บ  พระเจ้าทรงค้ำจุนเขา
เมื่อเขาป่วยไข้ พระองค์ทรงรักษาความเจ็บไข้ทั้งสิ้นของเขาให้หาย"
(สดุดี 41:3)


"แล้วฉันจะทำอย่างไรดี"
สิ่งแรกคือยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ตั้งสติของคุณให้มั่นคง แม้การยอมรับความจริงนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด แต่ก็น้อยกว่าการหลอกตนเอง

ต่อมาต้องรวบรวมกำลังใจ เพื่อตั้งรับกับโรคร้ายที่คุณเผชิญอยู่ อย่าปิดกั้นตนเอง แต่ควรบอกกับญาติสนิท มิตรที่ใกล้ชิดว่าคุณกำลังเผชิญกับอะไรอยู่  การที่คุณเปิดโอกาสให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณในช่วงเวลานี้  คุณอาจจะพบว่าญาติและเพื่อนสนิทของคุณเข้าใจและให้กำลังใจคุณได้ดีกว่าที่คุณคิดเสียอีก

ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและทราบวิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้อง เพื่อจะใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันโรคนั้น การไปพบแพทย์ตามนัดก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน

หาโอกาสคุยกับคนที่เผชิญปัญหาเช่นเดียวกับคุณ ให้กำลังใจกันและกัน ซึ่งคุณจะพบว่าเมื่อคุณสนใจช่วยเหลือผู้อื่น  ความกังวลใจเกี่ยวกับตนเองก็จะลดน้อยลง

นอกจากนี้ คุณสามารถพูดกับพระเจ้าได้ แม้คุณจะยังไม่รู้จักพระองค์ก็ตาม  พระองค์พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ของคุณ ยิ่งกว่านั้นพระองค์พร้อมที่จะช่วยคุณและจะนำคุณให้ผ่านวันเวลาเหล่านั้นไป  คุณสามารถขอให้พระเจ้าประทานกำลังใจที่เข้มแข็ง  เปลี่ยนความทุกข์ใจเป็นความหวังใจในชีวิต และเปลี่ยนความคิดในทางลบต่อตนเองเป็นความคิดในทางบวก...แน่นอน ที่ร่างกายของเราจะต้องเสื่อมสลายไปด้วย แม้การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้จะสำคัญที่สุดสำหรับเราในเวลานี้  แต่จิตวิญญาณของเราจะไม่สูญสลายไปด้วย  แม้การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้จะสำคัญที่สุดสำหรับเราในเวลานี้  แต่ชีวิตหลังความตายก็มีจริงและเป็นเรื่องสำคัญซึ่งเราไม่เคยละเลย

"เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร
ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน? 
หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา?"
(มัทธิว 16:26)

“เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า 
อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม
และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม
ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารไม่ใช่หรือ?
และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ?
จงดูนกทั้งหลายบนฟ้า พวกมันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว ไม่ได้รวบรวมไว้ในยุ้งฉาง
แต่พระบิดาของพวกท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงพวกมันไว้
ท่านไม่ประเสริฐกว่าพวกมันหรือ?
มีใครในพวกท่านที่โดยความกระวนกระวาย
สามารถต่ออายุของตนให้ยืนนานขึ้นอีกนิดหนึ่งได้"
(มัทธิว 6:25-27)

“เพราะฉะนั้น อย่ากระวนกระวายถึงวันพรุ่งนี้ 
เพราะว่าพรุ่งนี้ก็มีเรื่องกระวนกระวายของมันเอง 
แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว"
(มัทธิว 6:34)

-------
จากหนังสือ "ดูเหมือนแพ้ที่แท้คือชนะ" หน้า 16-23 โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย

ไม่แพ้ แม้สิ้นหวัง



นแต่ละวันของแต่ละคน มีหลายสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสิ้นหวัง จนบางครั้งไม่มีเรี่ยวแรงที่จะก้าวต่อไป  สิ่งที่เราต้องการ คือ ทางออกที่สว่างสุกใส ... แต่ดูเหมือนข้างหน้ามีแต่ความมืดมิดและหลายครั้งสุดทางนั้นก็ยังเป็นทางตันเสียอีก  คุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกเช่นนั้น  คุณต้องการใครสักคนที่จะช่วยคุณแก้ปัญหาหรือพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้น หรืออะไรสักอย่างที่จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น

คุณคงจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดของคนสิ้นหวังจากข้อความเหล่านี้

"เพราะจิตใจของข้าพระองค์ลำบากเต็มที
และชีวิตของข้าพระองค์เข้าใกล้แดนผู้ตาย" (สดุดี 88:3)

"ข้าแต่พระเจ้า  ไฉนพระองค์ทรงเหวี่ยง   ข้าพระองค์ออกไปเสีย
ไฉนพระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์เสียจากข้าพระองค์
พระองค์ทรงให้คนรักและสหายห่างเหินจากข้าพระองค์
พวกเพื่อนของข้าพระองค์อยู่ในความมืด" (สดุดี 88:14,18)

"วันทั้งสิ้นของคนที่ทุกข์ใจก็เลวร้าย..." (สุภาษิต 15:15)

ข้อความข้างต้นนี้เป็นคำคร่ำครวญด้วยใจเจ็บปวดที่มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ แสดงให้เราเห็นว่าความสิ้นหวังเป็นเรื่องที่เกิดได้กับทุกคน  แม้แต่ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าก็ยังรู้สึกหม่นหมองได้โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญปัญหาที่ชวนให้สิ้นหวัง  ในเวลานั้น มนุษย์จะรู้สึกว่า พระเจ้าที่มองไม่เห็นด้วยตานั้น อยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน

แต่...พระเจ้าอยู่ใกล้พอ ที่จะได้ยินคำอธิษฐาน
พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงหลายคนที่อธิษฐานต่อพระเจ้า  เขาเล่าให้พระเจ้าฟังว่าเขารู้สึกสิ้นหวังอย่างไร  เรื่องเหล่านั้นยืนยันว่าพระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือที่บันทึกเรื่องของคนที่มีความสุข แต่พระคัมภีร์มีเรื่องของความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน การร้องไห้คร่ำครวญ ความไม่สมหวังและภาระหน้าที่อันหนักหน่วงของผู้ที่เชื่อในพระเจ้าด้วย

แต่คุณรู้ไหมว่า ในความสิ้นหวังและความทุกข์ก็มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเพราะความทุกข์ทำให้คนเริ่มแสวงหาคำตอบของชีวิตและไขว่คว้าหาผู้ที่จะช่วยเขาได้ เป็นเหตุให้คุณคิดถึงเรื่องราวของพระเจ้าองค์เที่ยงแท้และอยากรู้จักกับพระองค์   เมื่อเขาแสวงหาพระเจ้า เขาก็จะสัมผัสได้ถึงความรักและพระเมตตาของพระองค์ และได้รับความช่วยเหลืออันน่าชื่นใจจากพระองค์ตามที่พระองค์ได้สัญญาไว้  ดังนั้น ในขณะนี้หากคุณกำลังรู้สึกสิ้นหวังด้วยสาเหตุใดก็ตาม พระเจ้ากำลังรอให้คุณพูดกับพระองค์ พระองค์อยากจะได้ยินเสียงคุณ  พระองค์ต้องการช่วยคุณ  คุณสามารถบอกกับพระองค์ว่าเวลานี้คุณรู้สึกอย่างไร  พระเจ้าอยู่ใกล้พอที่จะได้ยินคำอธิษฐานของคุณ

มี "แสงสว่าง" ส่องนำหนทาง
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีความจริงอีกประการหนึ่ง คือพระเยซูผู้เป็นพระเจ้า ทรงเป็นแสงสว่างส่องนำหนทางของชีวิต พระองค์ทรงอยู่ใกล้คุณโดยที่คุณไม่รู้ ความมืดในเวลาค่ำคืนและเมฆทึบ อาจจะบดบังแสงอาทิตย์จากโลกได้  แต่พระเยซูทรงเป็นแสงสว่างส่องโลกซึ่งอยู่กับคุณเสมอไป  แม้แต่ถ้อยคำของพระองค์ก็ยังเปรียบได้กับโคมไฟส่องทางให้เราก้าวเดินต่อไปได้

อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “เราเป็นความสว่างของโลก   
ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด   แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยอห์น 8:12)

พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์
และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์   (สดุดี 55:22)

จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า
และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน
พระองค์จะไม่ทรงยอมให้
คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย (สดุดี 55:22)

พระเจ้าจัดเตรียมหนทางให้คุณ
พระเจ้าอยู่กับคุณที่นี่ในเวลานี้  พระองค์ทรงเข้าใจดีว่าคุณรู้สึกหมดหวังอย่างไร และยังรู้ด้วยว่าทำไมคุณจึงรู้สึกเช่นนั้น พระองค์ทรงสัญญาว่าจะช่วยเหลือคุณหากคุณร้องขอจากพระองค์  พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้คุณอยู่อย่างสิ้นหวังหรือทอดทิ้งคุณในยามที่คุณมีปัญหา  คุณสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะแม้ในเวลาที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังก็ตาม เพราะมีสิ่งดี ๆ ข้างหน้าอีกมากมายสำหรับคุณ  ขอเพียงแต่คุณจะไว้วางใจในพระองค์

เพราะพระเจ้าทรงสดับเสียงร้องไห้ของข้าแล้ว
พระเจ้าทรงสดับคำวิงวอนของข้า
พระองค์ทรงรับคำอธิษฐานของข้า (สดุดี 6:8-9)

บิดาสงสารบุตรของตนฉันใด
พระเจ้าทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้น (สดุดี 103:13)

แล้วในความยากลำบากของเขา  เมื่อเขาร้องทูลพระเจ้า
พระองค์ทรงช่วยกู้เขาจากความทุกข์ใจของเขา (สดุดี 107:6)

ข้าพเจ้าเผชิญ ได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า (ฟีลิปปี 4:13)  

-------
จากหนังสือ "ดูเหมือนแพ้ที่แท้คือชนะ" หน้า 12-15 โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย

Books of the BIBLE

Old Testament Books


The Old Testament has 39 books total, which consist of...

Pentateuch - 5 books
Genesis, Exodus, Leviticus, Numbers, Deuteronomy
Historical Books - 12 books
Joshua, Judges, Ruth, First Samuel, Second Samuel, First Kings, Second Kings,
First Chronicles, Second Chronicles, Ezra, Nehemiah, Esther.
Poetic books- 5 books
Job, Psalms, Proverbs, Ecclesiastes, Song of Solomon
Prophetic books- 17 books
Major Prophets - Isaiah, Jeremiah, Lamentations, Ezekiel, Daniel
Minor Prophets - Hosea, Joel, Amos, Obadiah, Jonah, Micah, Nahum, Habakkuk,
Zephaniah, Haggai, Zechariah, Malachi.

A list of books with brief descriptions of contents.

Pentateuch - 5 books

  1. Genesis - Creation, the Fall, the Flood, spread of the nations, Abraham, Isaac, Jacob, and Joseph. Enslavement in Egypt.
  2. Exodus - Enslavement, Moses, 10 plagues, Passover, Leave Egypt, Red Sea Crossing, Mt. Sinai and the 10 Commandments
  3. Leviticus - Instructions on sacrificial system and the priesthood. Instructions on moral purity.
  4. Numbers - Still at Mt. Sinai, people make false idol, punishment, 40 years wandering begins.
  5. Deuteronomy - Moses' discourses on God's Acts for Israel the Decalogue, the ceremonial, civil, and social Laws, and covenant ratification.

Historical Books - 12 books total

  1. Joshua - First half of Joshua describes the 7-year conquest of the Land of Promise. The last half deals with partitioning the lands to the people.
  2. Judges - Time of Judges.  This was a bad time period.  The Israelites did not drive out all the inhabitants of Canaan and began to take part in their idolatry.  7 cycles of foreign oppression, repentance, and deliverance.  In the end, the people failed to learn their lesson.
  3. Ruth - Kinsman redeemer in Boaz, redeeming Ruth, a Moabitess.  Speaks of righteousness, love, and faithfulness to the Lord.

The next 6 books trace the time from Samuel to the Captivity

  1. First Samuel - Samuel carries Israel from judges to King Saul
  2. Second Samuel - David as King, adultery, and murder.
  3. First Kings - Solomon, Israel is powerful. Solomon dies, then division of tribes: 10 to the north and 2 to the south.
  4. Second Kings - The Divided Kingdom.  All 19 kings of Israel were bad; therefore, captivity in Assyria (722 B.C.). In Judah, 8 of 20 rulers were good but went into exile too.
  5. First Chronicles - A recounting of the history of Israel to the time of Solomon.
  6. Second Chronicles - continued recounting of the life of Solomon, building of temple, to the captivity.  History of Judah only.

The Next 3 books deal with Israel's Restoration.

  1. Ezra - Cyrus let most of the Jews return to their land of Israel.  Zerubbabel led the people (539 B.C.).  Ezra returned later with more Jews (458 B.C.) Built the temple.
  2. Nehemiah - Building the walls of Jerusalem.  Nehemiah got permission from the king of Persia to rebuild the walls (444 B.C.).  Revival in the land.
  3. Esther - Took place during chapters 6 and 7 of Ezra. Mordecai.  Plot to kill the Jewish people.

Poetical - 5 books

  1. Job - a righteous man tested by God.  Deals with God's sovereignty.
  2. Psalms - Consists of 5 divisions.  Worship in song.  Large variety of subjects
  3. Proverbs - Practical wisdom in everyday affairs.
  4. Ecclesiastes - All is vanity.  The wisdom of man is futility.
  5. Song of Solomon - A song between Solomon and his Shulammite bride, displaying the love between a man and a woman.

Prophetical - 17 books

Major Prophets - 5 books

  1. Isaiah - Looks at the sin of Judah and proclaims God's judgment.  Hezekiah.  Coming restoration and blessing.
  2. Jeremiah - Called by God to proclaim the news of judgment to Judah, which came.  God establishes a New Covenant.
  3. Lamentations - 5 lament poems.  Description of defeat and fall of Jerusalem.
  4. Ezekiel - He ministered to the Jews in Captivity in Babylon.  Description of the end of times.
  5. Daniel - Many visions of the future for the Gentiles and the Jews.

Minor Prophets - 12 books

  1. Hosea - Story of Hosea and his unfaithful wife, Gomer.  Represents God's love and faithfulness and Israel's spiritual adultery.  Israel will be judged and restored.
  2. Joel - Proclaims a terrifying future using the imagery of locusts.  Judgment will come but blessing will follow.
  3. Amos - He warned Israel of its coming judgment. Israel rejects God's warning.
  4. Obadiah - A proclamation against Edom, a neighboring nation of Israel that gloated over Jerusalem's judgments.  Prophecy of its utter destruction.
  5. Jonah - Jonah proclaims a coming judgment upon Nineveh's people.  But they repented and judgment was spared.
  6. Micah - Description of the complete moral decay in all levels of Israel.  God will judge but will forgive and restore.
  7. Nahum - Nineveh has gone into apostasy (approx. 125 years after Jonah) and will be destroyed.
  8. Habakkuk - Near the end of the kingdom of Judah, Habakkuk asks God why He is not dealing with Judah's sins.  God says He will use the Babylonians.  Habakkuk asks how God can use a nation that is even worse than Judah.
  9. Zephaniah - The theme is developed of the Day of the Lord and His judgment with a coming blessing.  Judah will not repent, except for a remnant, which will be restored.
  10. Haggai - The people failed to put God first, by building their houses before they finished God's temple.  Therefore, they had no prosperity.
  11. Zechariah - Zechariah encourages the Jews to complete the temple.  Many messianic prophecies.
  12. Malachi. - God's people are lax in their duty to God. Growing distant from God.  Moral compromise.  Proclamation of coming judgment.


New Testament Books


The New Testament has 27 books total, which consist of...

  • Historical Books -  Matthew, Mark, Luke, John, Acts
  • Pauline Epistles - Romans, 1 Corinthians, 2 Corinthians, Galatians, Ephesians, Philippians, Colossians, 1 Thessalonians, 2 Thessalonians, 1 Timothy, 2 Timothy, Titus, Philemon
  • Non-Pauline Epistles - Hebrews, James, 1 Peter, 2 Peter, 1 John, 2 John, 3 John, Jude, Revelation
A list of books with brief descriptions of contents.

Historical Books

  1. Matthew - Presents Jesus as the Messiah.  Genealogy of Jesus through Joseph.  Fulfillment of O.T. prophecy.
  2. Mark - Presents Jesus as the Servant.  1/3 of the gospel deals with the last week of His life.
  3. Luke - Presents Jesus as the Son of Man to seek and save the lost.  Genealogy of Jesus through Mary.  Largest of the gospels.
  4. John - Presents Jesus as God in flesh, the Christ, so that you might believe.
  5. Acts - Historical account from Jesus’ ascension to travels of Paul in his missionary journeys.

Pauline Epistles

  1. Romans - A systematic examination of justification, sanctification, and glorification.  Examines God’s plan for the Jews and the Gentiles.
  2. 1 Corinthians - This letter deals with factions and corrections due to immorality, lawsuits, and abuse of the Lord’s Supper.   Also mentions idols, marriage, and the resurrection.
  3. 2 Corinthians - Paul’s defense of his apostolic position.
  4. Galatians - Paul refutes the errors of legalism and examines the proper place of grace in the Christian’s life.
  5. Ephesians - The believer’s position in Christ and information on Spiritual warfare.
  6. Philippians - Paul speaks of his imprisonment and his love for the Philippians.  He exhorts them to godliness and warns them of legalism.
  7. Colossians - Paul focuses on the preeminence of Jesus in creation, redemption, and godliness.
  8. 1 Thessalonians - Paul’s ministry to the Thessalonians.  Teachings on purity and mention of the return of Christ.
  9. 2 Thessalonians - Corrections on the Day of the Lord.
  10. 1 Timothy - Instructions to Timothy on proper leadership and dealings with false teachers, the role of women, prayer, and requirements of elders and deacons.
  11. 2 Timothy - A letter of encouragement to Timothy to be strong.
  12. Titus - Paul left Titus in Crete to care for the churches there. Requirements for elders.
  13. Philemon - a letter to the owner of a runaway slave.  Paul appeals to Philemon to forgive Onesimus.

Non Pauline Epistles

  1. Hebrews - A letter to the Hebrew Christians in danger of returning to Judaism.  It demonstrates the superiority of Jesus over the O.T. system. Mentions the Melchizedek priesthood.  (Hebrews may be of Pauline origin.  There is much debate on its authorship).
  2. James - a practical exhortation of believers to live a Christian life evidencing regeneration.  It urges self-examination of the evidence of the changed life.
  3. 1 Peter - Peter wrote this letter to encourage its recipients in the light of their suffering and be humble in it.  Mentions baptism.
  4. 2 Peter - Deals with the person on an inward level, warnings against false teachers, and mentions the Day of the Lord.
  5. 1 John - John describes true fellowship of the believers with other believers and with God.  Describes God as light and love.  Encourages a holy Christian walk before the Lord.  Much mention of Christian love.
  6. 2 John - Praise for walking in Christ and a reminder to walk in God’s love.
  7. 3 John - John thanks Gaius for his kindness to God’s people and rebukes Diotrephes.
  8. Jude - Exposing false teachers and uses O.T. allusions to demonstrate the judgment upon them.  Contends for the faith.
  9. Revelation - A highly symbolic vision of the future rebellion, judgment, and consummation of all things.
---
http://carm.org/old-testament-books
http://carm.org/new-testament-books

When was the Bible written and who wrote it?

 
 The following dates are not always exact, but are very good estimates.


Old Testament

Book Author Date Written
Genesis Moses ? - 1445 B.C.
Exodus Moses 1445 - 1405 B.C.
Leviticus Moses 1405 B.C.
Numbers Moses 1444 - 1405 B.C.
Deuteronomy Moses 1405 B.C.
Joshua Joshua 1404-1390 B.C.
Judges Samuel 1374-1129 B.C.
Ruth Samuel 1150? B.C.
First Samuel Samuel 1043-1011 B.C.
Second Samuel Ezra? 1011-1004 B.C.
First Kings Jeremiah? 971-852 B.C.
Second Kings Jeremiah? 852-587 B.C.
First Chronicles Ezra? 450 - 425 B.C.
Second Chronicles Ezra? 450 - 425 B.C.
Ezra Ezra 538-520 B.C.
Nehemiah Nehemiah 445 - 425 B.C.
Esther Mordecai? 465 B.C.
Job Job? ??
Psalms David 1000? B.C.
Sons of Korah wrote Psalms 42, 44-49, 84-85, 87; Asaph wrote Psalms 50, 73-83; Heman wrote Psalm 88; Ethan wrote Psalm 89; Hezekiah wrote Psalms 120-123, 128-130, 132, 134-136;
Solomon wrote Psalms 72, 127.
Proverbs Solomon wrote 1-29
Agur wrote 30
Lemuel wrote 31
950 - 700 B.C.
Ecclesiastes Solomon 935 B.C.
Song of Solomon Solomon 965 B.C.
Isaiah Isaiah 740 - 680 B.C.
Jeremiah Jeremiah 627 - 585 B.C.
Lamentations Jeremiah 586 B.C.
Ezekiel Ezekiel 593-560 B.C.
Daniel Daniel 605-536 B.C.
Hosea Hosea 710 B.C.
Joel Joel 835 B.C.
Amos Amos 755 B.C.
Obadiah Obadiah 840 or 586 B.C.
Jonah Jonah 760 B.C.
Micah Micah 700 B.C.
Nahum Nahum 663 - 612 B.C.
Habakkuk Habakkuk 607 B.C.
Zephaniah Zephaniah 625 B.C.
Haggai Haggai 520 B.C.
Zechariah Zechariah 520 - 518 B.C.
Malachi Malachi 450 - 600 B.C.

 

 

New Testament

Book Author Date Written (A.D)
Matthew Matthew 60's
Mark John Mark late 50's
early 60's
Luke Luke 60
John John late 80's
early 90's
Acts Luke 61
Romans Paul 55
1 Corinthians Paul 54
2 Corinthians Paul 55
Galatians Paul 49
Ephesians Paul 60
Philippians Paul 61
Colossians Paul 60
1 Thessalonians Paul 50 - 51
2 Thessalonians Paul 50 - 51
1 Timothy Paul 62
2 Timothy Paul 63
Titus Paul 62
Philemon Paul 60
Hebrews (Paul, Apollos, Barnabas...?) 60's
James James, half brother of Jesus 40's or 50's
1 Peter Peter 63
2 Peter Peter 63 - 64
1 John John late 80's
early 90's
2 John John late 80's
early 90's
3 John John late 80's
early 90's
Jude Jude, half brother of Jesus 60's or 70's
Revelation John late 80's
early 90's

---
http://carm.org/when-was-bible-written-and-who-wrote-it