ความยำเกรงพระยาห์เวห์เป็นจุดเริ่มต้นของความรู้ คนโง่ย่อมดูหมิ่นปัญญาและการสั่งสอน (สุภาษิต 1:7)
อย่าคิดว่าตนมีปัญญาจงยำเกรงพระยาห์เวห์ และจงหันจากความชั่วร้าย (สุภาษิต 3:5-7)
พระคัมภีร์น่าเชื่อถือจริงหรือ ?
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีความขัดแย้งระหว่างคนที่เชื่อพระเจ้า และคนที่ไม่ยอมรับพระเจ้ามาอย่างต่อเนื่อง และการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่าย มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่พระคำของพระเจ้า หรือพระคัมภีร์ เพราะซาตานเกลียดชังพระคำของพระเจ้า เพราะพระคำของพระองค์บอกให้เรารู้เรื่องของพระเยซูคริสต์ การช่วยกู้ ความรอด และชีวิตนิรันดร์ มันจึงพยายามที่จะทำลายพระคัมภีร์ในทุกวิถีทาง
ตลอดสองพันกว่าปีที่ผ่านมา การต่อต้านพระคัมภีร์เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงศตวรรษแรก จากคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า แต่ในช่วงหนึ่งร้อยห้าสิบปีที่ผ่านมา ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดต่อกางเขนของพระเจ้า คือคนที่ประกาศตัวว่าเป็นคริสเตียน ติดตามพระเยซูคริสต์ แต่ข้างในปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระองค์ และไม่เชื่อในสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์
ในศตรวรรษแรก จักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรม พยายามที่จะทำลายความเชื่อของคริสเตียนทุกวิถีทาง ฆ่าและเผาคริสเตียน รวมทั้งพยายามเผาทำลายต้นฉบับของพระกิตติคุณ และจดหมายเหตุของอัครทูต แต่คริสเตียนในยุคแรก ต่างช่วยกันปกป้องรักษาพระคำของพระเจ้า โดยการเขียน บันทึก และแปลพระคำออกเป็นหลายภาษา ในเอกสาร ในจดหมาย ส่งกระจายออกไปทั่วราชอาณาจักรโรม และเมืองอื่นๆ ข้อพระคำในพระคัมภีร์ใหม่ ถูกกล่าวอ้างถึงในเอกสารและหนังสือต่างๆ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าคริสเตียนจะเขียนอะไร ก็จะกล่าวอ้างถึงพระคำในพระคัมภีร์ใหม่ นักประวัติศาสตร์ได้ค้นพบ สำเนาต้นฉบับพระคัมภีร์ เอกสาร บันทึก และจดหมายเหตุ ที่ถูกเขียนโดยคริสเตียนในสองศตวรรษแรก ถึงเกือบแสนฉบับ คริสเตียนในยุคแรกนี้รักและทุ่มเทต่อพระคำของพระเจ้ามาก จนกระทั่ง ไม่ว่าจะบันทึก หรือเขียนจดหมายอะไร เขาจะกล่าวถึงพระคำของพระเจ้าที่มาจากพระคัมภีร์ต้นฉบับ คำต่อคำ ไม่ผิดเพี้ยน ข้อความในพระคัมภีร์ถูกกล่าวอ้างอย่างมากในทุกเอกสาร ที่ถ้าแม้จักรพรรดิโรมจะสามารถเผาพระคัมภีร์ต้นฉบับได้ทั้งหมด พระคำของพระเจ้าก็จะยังคงอยู่ เพราะถูกบันทึก และรักษาในเอกสาร และจดหมายเหตุที่คริสเตียนในยุคแรกช่วยกันเขียน เมื่อนักประวัติศาสนตร์นำจดหมาย และเอกสารที่ถูกค้นพบมาเทียบกับข้อความในพระคัมภีร์ใหม่ พบว่า เอกสารเหล่านั้นมีข้อพระคำของพระเจ้าบันทึกอยู่รวมๆ กันแล้วถึง 98% การค้นพบเอกสาร และจดหมายเหตุเหล่านี้ เป็นหลักฐานยืนยันความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ใหม่
ถึงแม้จักรพรรดิโรมพยายามอย่างมากที่จะทำลายคริสเตียนและพระคำของพระเจ้าใน ช่วงสามศตรวรรษแรก แต่ในที่สุดคริสตศาสนาก็กลายมาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรม เมื่อจัรกพรรดิคอนแสตนตินกลับใจเป็นคริสเตียนในปี ค.ศ. 325 แต่อย่างไรก็ดี ในสมัยกลาง (Medieval ช่วง ค.ศ. 500 ถึง 1500) ผู้นำคริสตจักรและศาสนาในยุโรป ได้บิดเบือนพระคำของพระเจ้า และละทิ้งความเชื่อดั้งเดิม หันไปแสวงหาอำนาจทางการเมือง ทั้งกษัตริย์ ผู้นำ ทางการเมือง และศาสนาร่วมมือกันออกกฎหมาย ไม่ให้ประชาชนมีพระคัมภีร์ไว้ในครอบครอง เพราะไม่อยากให้ประชาชนรู้ว่า พฤติกรรมของผู้นำเหล่านั้น ผิดต่อพระคำของพระเจ้า ผู้ที่ฝ่าฝืนมีพระคัมภีร์ในครอบครองจะถูกลงโทษโดยการเผาทั้งเป็น แม้แต่นักบวชเองก็ไม่สามารถอ่านพระคัมภีร์ได้ คนในยุคนี้ไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูกในสายตาของพระเจ้า เพราะไม่สามารถอ่านพระคัมภีร์ได้ มีคริสเตียนไม่กี่คนในปัจจุบันที่รู้ว่า ในอิตาลี การมีพระคัมภีร์ในครอบครองเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จนถึงปี ค.ศ. 1870
ในที่สุด หลังจากเกือบหนึ่งพันปีของยุคมืด Martin Luther ผู้นำการปฏิวัติทางคริสตศาสนา (the Protestant Reformation) ได้นำพระคัมภีร์ฉบับภาษาลาตินออกมาเปิดเผย และแปลเป็นภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ การปฏิวัติครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของความเชื่อและพฤติกรรมของ คริสเตียนที่ถูกกดขี่โดยผู้นำทางศาสนาในยุคมืด และทำให้คำสอนของคริสตศาสนาต้องยึดหลัก และความจริงจากพระคำของพระเจ้าในพระคัมภีร์เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หนุนใจให้นักเทศน์หันมาประกาศข่าวประเสริฐขององค์พระ เยซูคริสต์ ในทุกพื้นที่ของยุโรป และมีคนกลับใจมาเป็นคริสเตียนอย่างล้นหลาม
แม้ว่าชาวตะวันตกในศตวรรษที่ผ่านมาจะหลั่งไหลกันกลับใจมาเชื่อพระเจ้า แต่คนมากมายในปัจจุบันกลับปฏิเสธ ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และไม่เชื่อว่าพระองค์สร้างโลกและจักรวาล ยิ่งไปกว่านั้น คนเหล่านี้พยายามที่จะริดรอน ความน่าเชื่อถือ และฤทธิ์เดชของพระคัมภีร์ โดยกล่าวหาว่า พระคัมภีร์เต็มไปด้วยคำโกหก ข้อผิดพลาด ความขัดแย้ง ความเสียหายที่เกิดจากความพยายามที่จะทำลายฤทธิ์อำนาจของพระคัมภีร์นี้ไม่ ได้มาจากองค์กรภายนอก และคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเท่านั้น แต่มาจาก คริสเตียน ศิษยาภิบาล และนักปรัชญาทางคริสตศาสนา จำนวนมากที่ขาดความเชื่อในพระเจ้า และฤทธิ์เดชของพระคำของพระองค์
Professor E.B. Pusey เป็นผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญในการค้นคว้าหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความเที่ยงตรง ของพระคัมภีร์กล่าวว่า ความเชื่อของคริสเตียนและความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ไม่สามารถที่จะถูกทำ ร้ายจากคนภายนอกได้ แต่จะถูกทำลายเพราะคริสเตียนที่ขาดความเชื่อ ที่ไม่สามารถปกป้องพระคำของพระเจ้า
สิ่งที่น่าละอาย คือนักเทศน์ และศาสตราจารย์ที่สอนคริสตศาสนศาสตร์ ที่ขาดความเชื่อในฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ ยังคงดันทุรังที่จะเทศน์ ที่จะสอนพระคำของพระเจ้า คนที่ไม่เคยเชื่อ และคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า จะไม่มีวันกลับใจ และยอมรับพระเยซูคริสต์ จากคำเทศนาและคำสอนของบุคคลที่ขาดความเชื่อเหล่านี้
ภายหลังการโจมตี ต่อต้านพระคัมภีร์ในช่วงร้อยห้าสิบปีที่ผ่านมา ศิษยาภิบาลและศาสตราจารย์ที่สอนศาสนศาสตร์จำนวนมาก เริ่มขาดความเชื่อมั่นในพระคัมภีร์ Jeffrey Haddon นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ได้ทำแบบสำรวจในหมู่ผู้รับใช้นิกายโปรเตสแตนท์ในอเมริกากว่าหนึ่งแสนคนในปี 1965 คำถามในแบบสำรวจมีอยู่สามข้อคือ
1. พระเยซูคริสต์เกิดโดยหญิงพรหมจารีย์ใช่ไหม
2. พระเยซูคริสต์คือพระบุตรของพระเจ้าใช่ไหม
3.พระคัมภีร์ถูกเขียนโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้าใช่ไหม
ผู้รับใช้มากกว่าครึ่งไม่สามารถตอบว่า "เห็นด้วยที่สุด" แต่ตอบว่า "เห็นด้วยบางส่วน" หรือ "ไม่เห็นด้วย" ต่อสามคำถามนี้ ในขณะที่ผู้รับใช้ส่วนใหญ่ในศตวรรษก่อน จะต้องตอบว่า "เห็นด้วยที่สุด" อย่างแน่นอน
พระคัมภีร์เดิม ได้ถูกกล่าวหาอย่างมากว่า เป็นเรื่องแต่งขึ้น โดยเฉพาะหนังสือดาเนียล ว่าถูกเขียนขึ้น165 ก่อนพระเยซูประสูติ (เพราะคำทำนายมากมายของดาเนียลเกิดขึ้นจริง) ความเที่ยงตรงและแม่นยำของพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ได้รับการยืนยันจากองค์พระเยซูคริสต์และอัครทูต ว่าเป็นพระคำของพระเจ้าและได้รับการดลใจจากพระองค์ให้ถูกเขียนขึ้น
ในลูกา 24 และ ยอห์น 5:46,47 พระเยซูยืนยันว่าโมเสสเป็นผู้เขียนธรรมบัญญัติทั้งห้าเล่ม
ในมัทธิว 13:14 พระเยซูบอกว่าอิสยาห์เป็นผู้เขียนหนังสืออิสยาห์
ในมัทธิว 24:15 พระเยซูยืนยันว่าดาเนียลเขียนหนังสือดาเนียล (ลบคำกล่าวหาของผู้ที่โจมตีหนังสือดาเนียล) พระเยซูได้กล่าวถึงอาดัม เอวา และอาเบล ในมัทธิว 19:4,5 23:35
ในลูกา 17:26,28 พระองค์กล่าวอ้างถึงโนอาห์และโลท
ในยอห์น 8:56-58 พระองค์ยืนยันชีวิตของอับราฮัม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ พระเยซูได้ยืนยันการทรงสร้างโลกและมนุษย์ของพระเจ้าใน มาระโก 10:6-9
และเหตุการณ์น้ำท่วมโลกใน มัทธิว 24:37-39
ยังมีพระคำอีกมากมายที่พระเยซูคริสต์ได้ยืนยันถึงเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิด ขึ้นในพระคัมภีร์เดิม เช่น
การลงโทษเมืองโสโดมและโกโมราห์ (ลูกา 17:29)
การเลี้ยงดูของพระเจ้าด้วยมานา (ยอห์น 6:32) และการรักษาจากพิษงู (ยอห์น 3:14)
ชีวิตของเอลียาห์ และเอลีชา (ลูกา 4:25-27)
และการที่โยนาห์ถูกปลากลืน (มัทธิว 12:39,40)
แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะยืนยันและกล่าวอ้าวถึงบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆ มากมายในพระคัมภีร์เดิม ก็ยังมีผู้รับใช้ และคริสเตียนหลายคนที่ไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการทรงสร้างของพระเจ้า มีคริสเตียนหลายคนที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการของโลก ถ้าเราเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า เราควรจะเชื่อในสิ่งที่พระองค์ตรัสและยืนยันด้วยเช่นกัน
ในส่วนของพระคัมภีร์ใหม่ แม้นักวิชาการที่ไม่เชื่อพระเจ้า ก็ยอมรับว่า หนังสือต่างๆ ในพระคัมภีร์ใหม่ได้ถูกเขียนขึ้นและได้ถูกส่งเวียน แพร่หลายในหมู่คริสเตียนในจักรวรรดิโรมัน ภายในระยะเวลาสี่สิบถึงห้าสิบปีหลังจากเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกนั้น ผู้เชื่อหลายพันคนที่มีชีวิตอยู่ และเห็นเหตุการณ์ ในช่วงเวลาที่พระเยซูคริสต์ทำพันธกิจ การสิ้นพระชนม์ การฟื้นคืนพระชนม์ และการเสด็จสู่สวรรค์ ยังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่อัครทูต และอาจารย์เปาโลเขียนพระกิตติคุณและจดหมายเหตุ หนังสือและจดหมายเหตุเหล่านี้ได้ถูกคัดลอกอย่างระมัดระวัง ถูกส่งเวียนกันอ่านในหมู่คริสเตียนทุกวันอาทิตย์ และถูกส่งไปยังชาวต่างชาติและชาวยิวหลายล้านคนที่เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ จากทางเหนือของประเทศอังกฤษ จนถึงทะเลทรายในแถบซีเรีย และทางเหนือของทวีปแอฟริกา แม้แต่ศัตรูของพระเยซู นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน ต่างก็ยอมรับว่ามีคนกลับใจมาเป็นคริสเตียนเป็นจำนวนมากทั่วอาณาจักรโรมันใน เวลานั้น
ถ้าสิ่งที่ถูกบันทึกในพระคัมภีร์ใหม่ไม่เป็นจริง เรื่องของพระเยซูคริสต์ถูกแต่งขึ้น เปลี่ยนแปลง บิดเบือน คงจะมีความขัดแย้ง ความแตกแยกเกิดขึ้น ในเรื่องของความจริง และรายเอียดในคำสอน ในหมู่คริสเตียนยุคแรก เพราะหนังสือต่างๆ จะมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน แต่คริสเตียนในอาณาจักรโรมที่กว้างใหญ่ ในหลายประเทศ ต่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยอมถูกทรมานอย่างทารุณ ยอมตาย แต่ไม่ยอมละทิ้งความเชื่อ เมื่อถูกข่มเหงโดยจักรพรรดิโรม แต่พระคัมภีร์ใหม่ ก็ยังอยู่สืบๆ ต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ และได้รับการยอมรับจากนักประวัติศาสตร์โรม
นอกจากนี้ หนังสือต่างๆ ในพระคัมภีร์ใหม่ ยังได้ถูกคัดลอกด้วยความระมัดระวัง แปลตรงตัว คำต่อคำ และแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย ระหว่างปี ค.ศ.60-70 เช่น ภาษาซีเรีย อียิปต์ อาราบิค เอธิโอเปีย อาร์มีเนียน เปอร์เชียน โกธิค สโลวานิค ลาติน และฮีบรู หนังสือที่ถูกแปลเหล่านี้ได้ถูกส่งไปยังประเทศต่างๆ มากมาย ไม่มีใครที่จะสามารถบิดเบือนข้อความในพระคัมภีร์ใหม่ได้ เพราะมีสำเนาหลายสำเนา ในหลายภาษาที่สามารถนำมาเปรียบเทียบ ความถูกต้อง เพราะความรักในพระคำของพระเจ้า ทำให้คริสเตียนในยุคแรกช่วยกันบันทึก คัดลอก และแปลพระคำของพระเจ้า ทำให้พระคัมภีร์กระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั้งยูเดีย สะมาเรีย และสุดปลายแผ่นดินโลก และทำให้เรามีพระคัมภีร์ได้ในทุกวันนี้
นักเขียนชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1694- 1778 นามปากกา Voltaire ซึ่งเป็นผู้ที่เกลียดชัง และต่อต้านพระคัมภีร์อย่างมาก ได้เขียนคำทำนายเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไว้ว่า ในหนึ่งร้อยปีหลังจากยุคของเขา คริสเตียนจะสูญหายไป เหลือเพียงแค่ความทรงจำ แต่ในทุกวันนี้คริสตศาสนาเป็นศาสนาที่โตอย่างรวดเร็วที่สุด สถิติบอกว่า ในแต่ละวัน มีคนกลับใจเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ถึง 85,000 คนทั่วโลก และเป็นเรื่องแปลกที่ในพิพิธภัณฑ์ห้องสมุดของ Voltaire มีผู้นำพระคัมภีร์มาวางไว้หลายพันเล่มจากพื้นสูงจนถึงเพดาน
แม้ซาตานและคนที่ไม่เชื่อต่างต่อต้านพระคัมภีร์อย่างหนักหน่วงและไม่หยุด ยั้ง พระคัมภีร์ยังคงเป็นหนังสือที่ถูกพิมพ์มากที่สุด ถูกอ่านมากที่สุด และมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พระคำของพระเจ้ายังมีฤทธิ์อำนาจเปลี่ยนแปลงประเทศชาติ และอาณาจักรต่างๆ อีกด้วย
เมื่อประเทศแอฟริกาส่งทูตไปเฝ้าพระราชินีวิคตอเรีย (ครองราชย์ในประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1819-1901) พระราชินีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษ ทูตแอฟริกันถามคำถามที่กษัตริย์แอฟริกาฝากมาถามพระองค์ว่า อะไรคือเคล็ดลับในอำนาจและความสำเร็จของประเทศอังกฤษที่ขยายดินแดนไปทั่ว ทั้งโลก พระราชินีวิคตอเรียหยิบพระคัมภีร์ขึ้นมาและตอบว่า กลับไปบอกกษัตริย์ของท่านว่า หนังสือเล่มนี้คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จของประเทศอังกฤษ
---
โดย อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์
http://www.truelove2u.com/webboard-BIBLE-1-252029-1.html
พระคริสต์พิชิตซาตาน
โดย ศจ.สมศักดิ์ ชูสงฆ์ เมื่อเราพิจารณาถึงเรื่องทูตสวรรค์และผี เรากำลังเข้าสู่มิติใหม่ มิติที่ไม่ได้อาศัยสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) แม้สัมผัสไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทูตสวรรค์และเรื่องผีไม่ใช่เรื่องจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ในพระคัมภีร์เดิม พูดถึงพวกทูตสวรรค์ 17 เล่ม รวม 108 ครั้ง และในพระคัมภีร์ใหม่พูดถึง 165 ครั้ง ในปัจจุบันนี้ คนทั่วโลกกำลังตื่นเต้นเรื่องวิญญาณ แต่จะเป็นวิญญาณดีหรือวิญญาณชั่วก็ไม่รู้ พวกเขาขอให้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยก็แล้วกัน ดังนั้น จะเห็นว่ามีอะไร ๆ เกี่ยวกับเรื่องผีผี วิญญาณต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ภาพยนตร์หมอผีเอ็กเซอร์ซิสซ์ เป็นต้น คริสเตียนจึงควรจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะการดำเนินชีวิตคริสเตียนก็เปรียบเหมือนอยู่ในสนามรบ โลกกำลังมีสงครามระหว่างอำนาจมืดกับอำนาจของพระเจ้า และเราอยู่ในท่ามกลางสงครามนี้ ฉะนั้น ในฐานะคริสเตียน ทุกคนเป็นทหารของพระคริสต์ จึงจำเป็นต้องรู้ยุทธอุบายทุกอย่างของฝ่ายตรงข้าม และต้องมีอาวุธที่สามารถต่อสู้กับศัตรูได้ ในหนังสือเอเฟซัศบทที่ 6 ได้เตือนคริสเตียนทุกคนให้ระวังตัวอยู่เสมอ และให้สวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของผีมารซาตานได้ เมื่อดูเบื้องหลังของคนไทย ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพวกภูตผีปีศาจ แม้แต่ผมเองก็เป็นหลานหมอผี และเกือบจะเป็นหมอผีด้วยเหมือนกัน แต่ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ช่วยผมทัน ไม่ให้ผมตกไปเป็นเครื่องมือของผีมารซาตาน ฉะนั้น ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย และเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจึงอยากจะอธิบายเรื่องนี้จากพระวจนะของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจกันอย่างชัดเจนว่า "ซาตานกับผีเกี่ยวข้องกันอย่างไร" เพื่อเราจะได้รู้ยุทธอุบายของมัน รู้การงานและลักษณะของมันด้วย สถานการณ์ต่าง ๆ ในโลกกำลังวุ่นวาย และผู้ที่อยู่ที่เบื้องหลังของเหตุการณ์เหล่านี้ ก็คือ ซาตานกับพรรคพวกของมันนั่นเอง พวกมันกำลังปลุกปั่นยุยงให้เกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นทุกที ฉะนั้น ให้เรามาพิจารณาถึงเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะเพียงอยากรู้อยากเห็น แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้ที่ได้รับการชำระด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงมีชัยชนะเหนือกิจการทั้งสิ้นของซาตาน พระคัมภีร์พูดถึงซาตานอย่างไร ?
ซาตานเป็นใคร มาจากไหน ? ในวิวรณ์ 20:7-9 เราจะเห็นว่า ซาตานเป็นบุคคล และเป็นเหมือนกับคน (สัตว์และสิ่งของไม่ใช่บุคคล) พระคัมภีร์พูดชัดเจนว่า สัตว์และสิ่งของไม่จำเป็นต้องให้การกับพระเจ้า สัตว์ไม่ต้องถูกพิพากษาตามการกระทำของมัน แต่ซาตานจะต้องถูกพิพากษาเช่นเดียวกับบุคคลอื่น ในมัทธิวบทที่ 25 และยอห์นบทที่ 16:11 ได้อธิบายให้เห็นว่าซาตานเป็นผู้หนึ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น แต่ต่อมาภายหลังมันได้กบฎ และตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า หรือจะพูดให้ง่ายขึ้น ก็คือ ที่มันเป็นซาตานก็เพราะมันเคยเป็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งที่มียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งในท่ามกลางทูตสวรรค์ทั้งหลาย แต่ทูตสวรรค์องค์นี้มีใจเย่อหยิ่ง อยากจะเท่าเทียมกับพระเจ้า จึงกบฎต่อพระเจ้า พระเจ้าจึงต้องเหวี่ยงมันลงมา และตัดมันขาดออกจากการมีส่วนในแผ่นดินของพระองค์ เราจึงเรียกมันว่า ซาตาน หรือ ลูซิเฟอร์ (อิสยาห์ 14) ซาตานเป็นวิญญาณ และพรรคพวกของมันก็เป็นวิญญาณ (มัทธิว 25:41, วิวรณ์ 12)
ชื่อต่าง ๆ ของซาตาน
|
มนุษย์ตกอยู่ใต้อำนาจของมารจริงหรือ ?
"ฉันกลัวผี" "ฉันกลัวความมืด" "ฉันไม่กลัวผีแต่ฉันกลัวความมืด" "ฉันไม่เชื่อว่ามีผี แต่ฉันก็ไม่กล้า ล้อเล่นกับมัน" คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่พวกเรามักจะได้ยินกันอยู่เสมอ
"ผีมีจริงไหม"
ในพระคัมภีร์ของคริสเตียนได้บอกอย่างชัดเจนว่า "มีจริง"
ผีไม่ใช่วิญญาณ ของคนที่ตายไปแล้วกลายเป็นผี แต่เป็นทูตสวรรค์ที่พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อรับใช้พระองค์ ต่อมามันได้กบฏต่อพระเจ้า จึงถูกผลักทิ้งลงจากสวรรค์และกลายเป็นผีมารซาตาน (พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างผีมาร แต่เพราะมันกบฏต่อพระเจ้าจึงกลายเป็นผีมาร เหมือนกับโจรพ่อแม่ให้กำเนิดลูกไม่ใช่ให้ลูกเป็นโจร แต่เพราะต่อมาลูกได้ใช้อิสระในการ เลือกของเขาที่จะทำผิดกฎหมาย เขาจึงกลายเป็นโจร)
ด้วยความเคียดแค้นผีมารจึงได้ทำการ ล่อลวงมนุษย์ให้ทำบาป เพื่อที่จะให้มนุษย์ที่พระเจ้าสร้างนั้นตกอยู่ใต้อำนาจของมัน ผีมารมันรู้ดีว่ามันไม่สามารถที่จะบังคับให้มนุษย์ทำบาปได้ มันจึงได้หาวิธีโดยการใช้เสียง ของมันชักจูงให้มนุษย์ใช้อิสระในการเลือกที่มีอยู่ภานใต้ตัวของเขา เพื่อให้ทำตามใจปรารถนา ของตัวเอง แต่ไม่ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งมันก็ทำได้สำเร็จเสียด้วย ดังนั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมนุษย์ทุกคนต่างก็ตกอยู่ใต้อำนาจของผีมารทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงเรียกมัน "เจ้าโลก" (ยอห์น 12.31) และยังได้บันทึกอีกว่า
"ชาวโลกทั้งหลายสิ้นอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย" (1 ยอห์น 5.19)
ถ้าพระคัมภีร์บันทึกไว้เช่นนี้ พวกเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าเป็นความจริงรู้ได้แน่นอนครับ โดยดูจากปรากฏการณ์ 6ประการต่อไปนี้ (ปรากฎการณ์เหล่านี้จะทำให้รู้ว่ามนุษย์ทุกคน กำลังตกอยู่ใต้อำนาจของผีมาร ๆ จริง)
1. ปรากฏการณ์นี้ก็คือ มันทำให้คนเรามองเห็นแต่ส่วนไม่ดีของคนอื่น แต่ส่วนดีของเขาเรามักจะไม่จำหรือเห็น
เช่น คุณพ่อคุณแม่ทำดีไม่ดีต่อเราเพียงครั้งเดียว เรากลับโกรธและ จำแม่น พิเคราะห์ดูชีวิตของพวกเราซิครับว่ามีปรากฏการณ์เช่นนี้อยู่หรือเปล่า2. ชักชวนมนุษย์ลองเล่นกับบาป
"ลองดูซิไม่เป็นไรหรอก" "ลองดูสักนิดคงไม่เป็นไร" "นิดหน่อยเองไม่ติดหรอก" "มองดูนิดเดียว คงไม่เป็นไรหรอก" คำพูดข้างต้นเหล่านี้ไม่รู้ว่าได้ทำลายคนมาแล้วไม่รู้กี่คน คนที่ติดเหล้า ติดบุหรี่ก็มีที่มาจากคำพูดเหล่านี้ คนที่ติดการพนันติดหวยก็มาจากคำพูดเหล่านี้ คนที่ติดการเที่ยวกลางคืนผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศก็มีที่มาจากคำพูดเหล่านี้ คนที่ติดนิสัยโกหกเห็นแก่ตัว ก็มีที่มาจากคำพูดเหล่านี้ เด็กวัยรุ่นที่ติดยาเสพติด ขายตัวหน้าดิสโก้เธค ก็มีที่มาจากคำพูดเหล่านี้ทั้งสิ้น นั้นเป็นเพราะมารมันกุมชีวิต ของมนุษย์ทุกคนไว้นั่นเอง3. ล่อลวงมนุษย์ให้ชอบฝ่าฝืนคำสั่งและกฎเกณฑ์
"อย่าขายเสียงขายสิทธิ์ เพราะเป็นการขายชีวิตขายชาติ" เตือนแล้วเตือนอีกก็ยังขาย ข้างซองบุหรี่ก็มีเขียนไว้ว่า "สูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ" คนก็ยังสูบ "อย่าทิ้งเศษกระดาษ" "สวมหมวกกันน๊อคทุกครั้ง" คนก็ชอบฝ่าฝืน คำสอนหรือบัญญัติ ทางศาสนาสอนว่า "อย่าหยิ่งจองหอง" "อย่าคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น" "อย่านินทา" คนก็ฝ่าฝืน ทำไมเป็นเช่นนี้ก็เพราะ มารมันกุมชีวิตอยู่นั่นเอง4. มันแนะนำให้มนุษย์ซ่อนความผิดบาป
เวลาที่มนุษย์ทำผิดบาปนั้น เขามักจะบอกกับตัวเองว่า "ทำไงดี ?" "เราจะตอบอย่างไร ?" และผีมารก็จะมาเสนอความคิดที่หูของพวกเราเสมอ ๆ ว่า "ปิดไว้" ปิดไว้เดี๋ยวคนอื่นรู้อายเขาตาย" "ปิดไว้" เดี๋ยวก็ถูกด่าหรอก" "ปิดไว้ มีเธอรู้คนเดียว ปิดไว้ไม่เป็นไร" และพวกเราก็มักจะฟังข้อ เสนอของมันทุกครั้ง ดังนั้น เราจึงได้เก็บซ่อนความผิดความบาปไว้มากมายในชีวิต ไม่เชื่อคุณลองย้อนดูอดีตซิ จะเห็นว่าทำดีจำไม่ค่อยได้ แต่ทำไม่ดีนั้นเราจำแม่น5. ทำไมมนุษย์กลายเป็นคนโง่
ถ้าผมจะย้ายไปอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรืออเมริกาผมก็จะต้องเตรียมตัวอย่างแน่นอน และถ้าผมไม่เตรียมตัวเลยผมคงเป็นคนโง่ที่สุดเป็นแน่ เช่นเดียวกันทั้ง ๆ ที่มนุษย์ทุกคนก็รู้ว่า วันหนึ่งไม่ช้าหรือเร็วเขาต้วเองจากโลกนี้ไปสู่โลกแห่งความตาย แต่เขากลับไม่เตรียมตัว แม้แต่น้อยนั่นเป็นเพราะมารซาตานมันมอมเมาให้มนุษย์รักในโลกปัจจุบันนี้ลุ่มหลงในโลกนี้ จนไม่มีเวลาที่จะไปคิดถึงและเตรียมตัวไปพบกับโลกแห่งความตายจาก 5 ประการข้างต้นนี้ทำให้เรารู้ว่า "มนุษย์ทุกคนกำลังตกอยู่ใต้อำนาจของผีมาร" และยิ่งมายิ่งจะทำให้เขาจมในความผิดบาป และต้องรับผลของการกระทำในนรก หลังจากที่เขาจากโลกนี้ไป ถึงแม้มนุษย์จะพยายามมากเพียงใดก็ตาม เขาก็ไม่สามารถที่จะช่วย ตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการของผีมารซาตานได้ด้วยตัวเองเลย นอกเสียจากเขาจะ ขอร้องผู้ที่มีอำนาจเหนือมารซาตาน นั่นก็คือ พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงมา รับสภาพเป็นมนุษย์มาตายบนไม้กางเขนและฟื้นจากความตายเพื่อทำลายกิจการของผีมาร
"พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของผีมาร" (1 ยอห์น 3.8)
บัดนี้พระเยซูทรงอยู่รอบตัวของคุณ เพียงแต่คุณสำนึกว่าคุณกำลังตกอยู่ใต้อำนาจของมันและ เชื่อฟังมันในการทำผิดทำบาป และคุณไม่อยากจะอยู่ในสภาพนี้ต่อไป ขอให้คุณที่จะขอร้อง พระเยซูคริสต์ และพระองค์จะทรงช่วยคุณอย่างแน่นอน6. ผีมารมันมักจะเสนอให้คุณปฎิเสธการช่วยเหลือจากพระเจ้าหรือพลัดวันประกันพรุ่ง
เวลานี้กำลังมีเสียงเหล่านี้เข้ามาในความคิดของคุณไหม คือ "โอ๊ย... เหลวไหล ไม่ต้องเชื่อมัน" "ไม่เห็นรู้เรื่องอะไร" "ก็ดี แต่เอาไว้วันหลังแล้วกัน" ฯลฯ ถ้ามีขอให้คุณอย่าได้ฟังเพราะว่านั่น คือเสียงของมารที่กำลังเสนอความคิดผิด ๆ ให้แก่คุณ มันอยากจะล่อลวงคุณให้พลัดวัน ประกันพรุ่งไม่ให้ที่จะเชื่อในพระเจ้าในวันนี้ ขอให้คุณอย่าได้ฟังเสียงของมันต่อไปอีกเลยครับ รีบเปิดใจของคุณรับเอาการช่วยเหลือจากองค์พระเยซูคริสต์ในวันนี้เพื่อที่จะหลุดพ้น จากอำนาจของผีมารตลอดไปเป็นนิตย์เถิดครับอ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์
ไม่แพ้ แม้โดดเดี่ยว
ขณะนี้คุณอาจกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว คุณอาจกำลังคิดถึงครอบครัว ญาติมิตรที่อยู่ห่างไกล คนรักอาจจะทอดทิ้งคุณไป ไม่มีใครใส่ใจหรือสนใจในตัวคุณ คุณรู้สึกเงียบเหงา ว้าเหว่ ท้อแท้ หมดกำลังใจ แม้จะมีคนอยู่รอบข้างมากมาย แต่คุณก็ยังรู้สึกอ้างว้าง เพราะไม่มีคนเข้าใจคุณ ไม่มีใครที่คุณจะไว้ใจและระบายความในใจของคุณให้เขาฟังได้ ดูเหมือนว่าชีวิตของคุณช่างไม่มีความหมายกับใครเลย
หนังสือเล่มนี้ขอนำความรู้สึกดี ๆ กลับมาให้คุณ ขอให้คุณนึกถึงเสียงหัวเราะที่คุณเคยมี นึกถึงเหตุการณ์ที่เคยทำให้คุณชื่นใจ บุคลที่ทำให้คุณหัวเราะหรือยิ้มได้ พระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะอยู่กับคุณทุกหนทุกแห่ง พระองค์ต้องการที่จะช่วยคุณ หากคุณยินยอม
"...เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย" (ฮีบรู 13:5)
"บรรดาผู้ที่รู้จักพระนามของพระองค์ ก็วางใจในพระองค์
ข้าแต่พระเจ้า เพราะว่าพระองค์มิได้ทรงทอดทิ้งบรรดาผู้ที่ เสาะแสวงหาพระองค์"
(สดุดี 9:10)
"เมื่อความกังวลในใจของข้าพระองค์มีมาก
การเล้าโลมของพระองค์ก็หนุนจิตใจของ ข้าพระองค์ให้ชื่นบาน" (สดุดี 94:19)
คุณต้องการเพื่อน และเพื่อนต้องการคุณ
เมื่อใดที่คุณรู้สึกโดดเดี่ยว ให้รู้เถิดว่าไม่ใช่คุณคนเดียวในโลกที่รู้สึกเช่นนี้ พระเจ้าได้สำแดงความรักและให้ความช่วยเหลือแก่คุณผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน พระคัมภีร์เน้นเสมอว่า เราทุกคนต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน คุณสามารถเป็นฝ่ายเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์และผูกมิตรกับผู้อื่น หากคุณได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นที่มีความทุกข์เหมือนกับคุณ หรือมากกว่าคุณ คุณจะรู้ว่าคนเหล่านั้นก็กำลังต้องการเพื่อนเช่นเดียวกัน คุณจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ดังที่พระคัมภีร์สอนไว้ว่า
"จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนอย่างที่พวกท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน" (ลูกา 6:31)
คุณสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอพระองค์ช่วยให้คุณพบเพื่อนสักคนหรือหลายคนที่จะช่วยให้คุณหายรู้สึกโดดเดี่ยวได้
"มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา และพี่น้องก็เกิดมาเพื่อช่วยกันยามทุกข์ยาก"
(สุภาษิต 17:17)
"...อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น
แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง" (1 ยอห์น 3:18)
“พระบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เราได้รักท่าน
ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตน
เพื่อมิตรสหายของตน" (ยอห์น 15:12-13)
"จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์"
(กาลาเทีย 6:2)
-------
จากหนังสือ "ดูเหมือนแพ้ที่แท้คือชนะ" หน้า 9-11 โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย
ไม่มีแพ้ แม้มีทุกข์
จะมีใครใส่ใจกับฉันบ้าง ?
คุณอาจผิดหวังกับครอบครัว กับมิตรสหาย หรือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทีเ่กิดขึ้นกับคุณ ดูเหมือนว่าโลกไม่เข้าข้างคุณเลย คุณอาจจะถูกเอาเปรียบจากสังคมและคนรอบข้าง คุณอาจจะพบกับความโหดร้ายและความไม่ยุติธรรม มันทำให้คุณเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
แล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหน ? จะช่วยคุณได้อย่างไร ?
มีข้อความมากมายในพระคัมภีร์ที่พระเจ้าทรงยืนยันว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้คุณ ลองอ่านดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว พระเจ้าทรงรู้ว่าคุณกำลังมีความทุกข์และกำลังปลอบใจคุณ พระองค์บอกกับคุณว่า
"จงร้องทูลเราในวันทุกข์ยากลำบาก เราจะช่วยกู้เจ้า..." (สดุดี 50:15)
"พระองค์ทรงรักษาคนที่ชอกช้ำระกำใจ และทรงพันผูกบาดแผลของเขา" (สดุดี 147:3)
"ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงฟังความปรารถนาของคนอ่อนสุภาพ
จะทรงเสริมกำลังใจเขา และพระองค์จะทรงเงี่ยพระกรรณฟังถ้อยคำของเขา
เพื่อประทานความยุติธรรมแก่คนกำพร้าพ่อ และคนถูกบีบบังคับ
เพื่อมนุษย์บนแผ่นดินโลกจะไม่ทำให้เขาหวาดกลัวอีกต่อไป"
(สดุดี 10:17-18)
พระเจ้าตรัสว่า "เพราะเรารู้แผนการที่เรามีไว้สำหรับเจ้า
เป็นแผนการเพื่อทำให้เจ้ารุ่งเรือง ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า
เป็นแผนการเพื่อให้ความหวังและอนาคตแก่เจ้า
แล้วเจ้าจะร้องเรียกเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า
เจ้าแสวงหาเราและพบเรา เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสุดใจของเจ้า"
(เยเรมีย์ 29:11-13)
ไม่ว่าคุณจะเป็นใครและมีความทุกข์เรื่องอะไร พระเจ้าบอกว่า คุณสำคัญมากสำหรับพระองค์ เพราะพระองค์สร้างคุณมา พระองค์รู้จักคุณดีและรักคุณมาก เช่นเดียวกับพ่อแม่รักลูก ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงรู้ปัญหาความทุกข์ยาก ต่าง ๆ ของคุณ และเข้าใจความเศร้าเสียใจของคุณ และนี่คือเหตุผลที่พระองค์อยากจะช่วยคุณและจะไม่มีวันละทิ้งคุณไป ดังนั้นคุณจึงไม่แพ้ แม้ในวันที่มีความทุกข์
-------
จากหนังสือ "ดูเหมือนแพ้ที่แท้คือชนะ" หน้า 7-8 โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย
ดูเหมือนแพ้ ที่แท้คือชนะ
หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นเพื่อคุณ หากคุณเป็นคนนั้นที่รู้สึกว่าตนเองกำลังเผชิญกับความยุ่งยากและความพ่ายแพ้ในชีวิต คุณอาจจะกำลังมืดแปดด้าน ปัญหาของคุณอาจจะเป็นเรื่องใหญ่หนักหนาสาหัสเหมือนโลกกำลังถล่มทลายลงมาตรงหน้า หรือคุณอาจจะกำลังมีความกังวลในบางเรื่องซึ่งคนอื่นอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคุณแล้วมันเป็นความทุกข์และเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว คุณท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่มีแรงแม้แต่จะลืมตาตื่นขึ้นในตอนเช้า แสงของเช้าวันใหม่ไม่ได้ช่วยให้คุณอยากเริ่มต้นชีวิตเหมือนคนอื่น คุณอยากจะหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดของยามค่ำคืนเพื่อจะไม่ต้องเผชิญกับความจริง คุณถามตนเองว่า "ทำไมจึงต้องเป็นเรา ทำไมคนอื่นไม่เจอปัญหาเหมือนเรา จะมีใครเข้าใจและช่วยเราได้" คุณอยากให้ปัญหาของคุณถูกขจัดปัดเป่าออกไปภายในพริบตา
ผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้เป็นคนธรรมดาที่ไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร ชื่ออะไร ทำอะไร มีปัญหาอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่า เราจัดทำหนังสือเล่มนี้เพื่อคุณด้วยความรัก และห่วงใยและปรารถนาให้คุณได้สัมผัสถึงการปลอบโยนและได้มีทางออกที่เหมาะสม เรายินดีมากที่หนังสือเล่มนี้มาถึงมือคุณและถูกเปิดอ่านและอาจจะอ่านแล้วอ่านอีก หวังว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณสบายใจขึ้นและช่วยให้คุณดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะเหนือปัญหาที่คุณประสบอยู่
เราอยากจะบอกคุณว่ามีผู้หนึ่งที่รักและห่วงใยคุณ เขาผู้นั้นอยู่ใกล้จนได้ยินแม้เสียงกระซิบขอความช่วยเหลือของคุณ เขาสามารถช่วยเหลือและนำคุณให้พบกับความหวังและสันติสุขที่แท้จริงได้
เขาผู้นั้นคือใคร ? บุคคลนั้นคือ พระเจ้าองค์เที่ยงแท้ ผู้สร้างชีวิตและเป็นเจ้าของชีวิต คุณอาจไม่เคยรู้และไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน หรืออาจจะเคยได้ยินแต่ไม่เคยเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้า คุณอาจจะถามว่า "พระเจ้ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร พระเจ้าอยู่ที่ไหน ทำไมเรามองไม่เห็นพระเจ้า แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้ารักและห่วงใยเราและยังช่วยเราได้?" ไม่แปลกเลยที่คุณจะมีคำถามเหล่านี้ เพราะคนจำนวนมากก็ตั้งคำถามเช่นเดียวกับคุณ
คำถามเหล่านั้นมีคำตอบอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งที่บันทึกเรื่องราวของพระเจ้า ตลอดจนคำสอนและคำสัญญาที่เป็นจริงของพระองค์ ซึ่งเป็นทางนำไปสู่ประตูที่เปิดออกได้เสมอสำหรับทุกปัญหา และยังบันทึกเรื่องราวของหลายบุคคลที่มีความทุกข์และรู้สึกพ่ายแพ้ เพื่อให้เราทั้งหลายได้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาและการช่วยเหลือของพระเจ้าที่มีมายังเขา หนังสือเล่มนั้นชื่อ "พระคริสตธรรมคัมภีร์" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "พระคัมภีร์" ซึ่งเป็นที่มาของข้อความหนุนใจที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้
-------
จากหนังสือ "ดูเหมือนแพ้ที่แท้คือชนะ" หน้า 5-6 โดย สมาคมพระคริสตธรรมไทย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





